HOKKAIDO SUMMER IS CALLING | ทัวร์ “ฮอกไกโดหน้าร้อน” เที่ยวครบจบในทริปเดียว

ถึงหน้าร้อนของญี่ปุ่นแล้ว ฤดูนี้เป็นฤดูที่ต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ เพิ่งฟื้นจากกองน้ำแข็งในหน้าหนาว มันก็จะสดใสๆหน่อย ทั้งท้องฟ้า ทั้งดอกไม้ และผู้คน ฮอกไกโดหน้าร้อน ก็จะประมาณนี้แหละ

เราจะพามาที่ “ฮอกไกโด” เป็นเกาะที่อยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น เลยขึ้นไปอีกนิดก็เป็นประเทศรัซเซียแล้ว คนที่เลือกมาฮอกไกโดส่วนใหญ่จะเลือกมาหน้าหนาวกันเพราะจะได้ เล่นหิมะ แต่ครั้งนี้เราจะพามาดูหน้าร้อนกันบ้าง มันจะต่างกันยังไง แล้วมันน่าเที่ยวกว่ามากแค่ไหน เพราะบางอย่างก็มีให้เห็นได้แค่ฤดูนี้เท่านั้นนะ เราได้รวมจุดเด็ดๆมาให้แล้วในทริปนี้ พร้อมที่พักดีๆ อาหารอร่อยๆ ที่ทางทัวร์จัดมาให้เราค่ะ

เราไปช่วงวันที่ 8-14 กรกฏาคม 7 วัน 6 คืน ตามโปรแกรมนี้เลยค่ะ

DAY 0
นอนบนเครื่องข้ามคืน Bangkok-Chitose(Sapporo) Thai Airways 23.45 – 8.30
DAY 1
สนามบิน – สวนสัตว์ Asahiyama ดูหมีขาว – หมู่บ้านราเมง – Kamikawa Ice Pavilion ถ้ำน้ำแข็ง – Asahikawa
DAY 2
Asahikawa – Biei – Blue Pond สระน้ำสีฟ้า – น้ำตก Shirohige – สวนดอกไม้ Shikisaino oka – Flower Land – กินบุฟเฟ่เมลอน – Tomita farm ทุ่งลาเวนเดอร์ – Toya Lake
DAY 3
ทะเลสาบ Toya – เก็บเชอรี่ – นั่งกระเช้าชมภูเขาไฟโชวะ – ฟาร์มหมีโชวะชินซัง – Hakodate – โกดังอิฐแดง – เนิน Motomachi – Hakodate Viewpoint
DAY 4
Hakodate – ตลาดเช้า – Goryokaku Tower – Otaru
DAY 5
Otaru Canal – นาฬิกาไอน้ำโบราณ – พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี – Sapporo – Chocolate Factory – ทำเนียบรัฐบาล – หอนาฬิกา – Tanuki Walking street
DAY 6
กลับบ้าน Sapporo – Bangkok Thai Airways 10.30 – 15.30 ถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย

รอบนี้เราไปกับทัวร์ค่ะ เพราะด้วยความที่แต่ละจุดที่อยากไปดูเนี่ย มันไปเองลำบาก จะไปถามคนแถวนั้นก็พูดภาษาญี่ปุ่นไม่เป็นอีก เพราะฉะนั้นการไปกับทัวร์คือคำตอบ

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าไปกับทัวร์แล้วจะแพงหูฉี่ ที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาหน่อยคือค่าความสะดวกสบายค่ะ ไม่ต้องคิดเยอะจ่ายทีเดียวจบเลย แล้วให้ทัวร์ดูแล บางทีไปเองอาจจะแพงกว่าก็ได้ เพราะมั่วเอาเองแล้วค่าใช้จ่ายบานปลายกลายเป็นแพงกว่าทัวร์อีก 5555 การเลือกบริษัททัวร์ที่จะไปด้วยก็สำคัญเลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีชื่อหน่อย คุ้นๆหูบ้าง และเอารีวิวจากคนที่เคยไปมาแล้วมาพิจารณา ของเราทริปนี้มากับ Siam Orchard ใน Package Apple Japan ของที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องญี่ปุ่นอยู่แล้ว มีรางวัล JAPAN TOURISM AWARD in THAILAND ด้วยจ้าาา ทางทัวร์เค้าการันตีว่าถ้าเจอทัวร์อื่นที่มีข้อเสนอเดียวกันราคาถูกกว่า เค้าจะคืนเงินส่วนต่างให้ด้วย เลยมั่นใจว่าราคาที่ได้มามันคุ้มแล้วจริงๆ เอ้อ แล้วก่อนออกเดินทางประมาณ 1 อาทิตย์ ทางบริษัทจะนัดให้มาฟังการเตรียมตัว ก่อนออกเดินทาง และแนะนำไกด์ที่จะไปด้วยกันทริปนี้ สำหรับคนที่กล้าๆกลัวๆที่จะออกนอกประเทศจะได้สบายใจ หายกังวลเนาะ

 

อีกสิ่งสำคัญที่เราทำทุกครั้งก่อนไปเที่ยวต่างประเทศคือ ทำประกันการเดินทาง ไม่ว่าจะแบ็คแพคคนเดียว หรือมากับทัวร์ หรือไปกับเพื่อน อะไรก็แล้วแต่ นี่เราก็มาคนเดียว ทำเอาไว้ให้อุ่นใจเหมือนมีเพื่อน ไม่ได้ไว้กันตาย แต่เอาไว้กันเปลืองเงิน! สิ่งรอบตัวเรามันคาดเดาไม่ได้ รวมถึงคนซุ่มซ่ามอย่างเราด้วย เกิดสะดุดล้มนิ้วก้อยหักที่ญี่ปุ่นนี่ ก็จ่ายหนักอยู่นะเออ (มีความงก!) ไปเที่ยวทั้งทีจะได้ลุยได้เต็มที่ แล้วสนุกไปกับมัน

เราซื้อประกันการเดินทางออนไลน์ก่อนเดินทาง ที่ TMB สามารถดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ tmbbank.com/online-travel/highondreams
ประกันเดินทางออนไลน์ที่ TMB เนี่ย คุ้มครองได้ทุกปัญหาของนักเดินทาง ทั้งคุ้มครองชีวิต สุขภาพ ทรัพย์สิน สัมภาระ การเดินทาง และเครื่องบินดีเลย์ แล้วมันก็ซื้อได้ง่ายมากๆเลยนะ โดยเฉพาะแบบออนไลน์ แค่เราเข้าไปกรอกข้อมูล ประเทศ และวันเดินทางไปกลับ 5 นาทีจบ ถ้าเกิดใกล้จะเดินทางแล้วแต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องทำประกัน มันสามารถทำก่อนเวลาเดินทางออกจากประเทศไทยได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง (ชอบตรงนี้แหละ เพราะเราขี้ลืม 555)

……………….

 

วันเดินทาง

เริ่มออกเดินทางก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นตั้งแต่วันแรกเลย เครื่องบินดีเลย์จ้าาาาา แต่โชคดี ดีเลย์ไปแค่ชั่วโมงเดียว ถ้าเกิดดีเลย์นานกว่านั้น 6 ชม.ทางประกันจะจ่ายให้ 7,000 บาท ทุก 6 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับแผนประกันที่ซื้อ) แหม่ ก็อดได้เงินประกันไป (ดีแล้ววววว!! เอาเวลาไปเที่ยวดีกว่า)
แถมอีกนิดนะ คือถ้าเครื่องไม่ดีเลย์แต่กระเป๋าดีเลย์ก็ได้ค่าประกันเหมือนกัน คิดดูถ้าไม่มีชุดใส่ตอนไปเที่ยวนี่คงหมดสนุกเลย นี่แหละคือข้อดี(มากๆ) ของประกันการเดินทางสำหรับนักเดินทางจริงๆ

ออกเดินทางกันเถิดดดดพวกเรา

มาถึงสนามบิน Chitose ตอน 9 โมงเช้า ล้างหน้าแปลงฟันเปลี่ยนชุด แล้วก็ไปขึ้นรถกันได้ฮะ

ขอแนะนำไกด์ที่จะอยู่กับเราตลอด 6 วันนี้ คือ ไกด์เน็ท ค่ะ หนุ่มร่างท่วม น้ำเสียงอบอุ่น พูดภาษาญี่ปุ่นคล่องปรื๋อ เค้าคอยแนะนำของอร่อย และอธิบายสถานที่ต่างๆ ทั้งประวัติความเป็นมา วัฒนธรรมคนญี่ปุ่น มีสาระและแทรกมุกตลกบ้าง ที่บางทีก็แป๊กนะ(แซวๆ) แกชวนลูกทริปคุยด้วยตลอดค่ะ บางวันก็เล่าเรื่องผีบนรถด้วย สนุกดี ทำให้บรรยากาศบนรถไม่น่าเบื่อ แต่ถ้าช่วงนั่งรถนานๆ เค้าก็จะปล่อยให้หลับพักผ่อนไปเลย ปลุกอีกทีแค่ตอนแวะเข้าห้องน้ำ กับตอนใกล้ถึงแล้ว

ประเดิมก้าวแรกที่ฮอกไกโด คือ หมู่บ้านราเมง ที่เมืองอาซาฮีคาว่า แน่นอนว่าทุกคนหิวหลังจากเดินทางมาหลายชั่วโมง และมันไม่ธรรมดานะ เพราะราเมงของที่นี่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ละร้านเด็ดๆ ถูกรวบรวมไว้ที่นี่แล้ว 8 ร้าน สามารถเดินเลือกกินได้เลย ไกด์จะแจกเงินให้คนละ 1500 เยน ให้อิสระเลือกร้าน และไปสั่งกันเอง ส่วนเราก็เกาะตามไกด์ไปค่ะ ไกด์กินร้านไหน ร้านนั้นต้องอร่อยแน่ๆ ฮ่าๆๆ

อิ่มแล้ว เราไปเริ่มสถานที่เที่ยวจริงๆกันดีกว่า ไม่ไกลจากหมู่บ้านราเมงเท่าไหร่ คือ สวนสัตว์อาซาฮียาม่า ที่นี่จะได้พบกับสัตว์มากมายหลายสายพันธุ์ โดยจะเปลี่ยนกันไปตามช่วงฤดูกาล ครั้งนี้ที่เรามา ยังได้เจอหมีขาวอยู่นะ น่ารักมากกกกกก ยกให้เป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย นอกนั้นก็จะเป็นตัวทานุกิ แพนด้าแดง เพนกวิ้น หมาป่า และอื่นๆ

ออกจากสวนสัตว์ร้อนๆ ก็ไปเย็นๆกันต่อที่ถ้ำหิมะ คามิกาว่า ไอซ์ พาวิเลี่ยน ที่นี่เราจะได้สัมผัสหิมะนะเหวยยย พร้อมกับอากาศที่จำลองมาเหมือนกับหน้าหนาวเด๊ะๆ ที่พิเศษคือมีห้องหนึ่งหนาวถึง -41 องศา มีลมโกรกแรงจนผมปลิว เค้าบอกว่าเป็นอากาศที่เคยหนาวที่สุดของฮอกไกโด เห็นไหมเล่าาาา นี่มาหน้าร้อน ก็ได้เจอหิมะเหมือนกันเด้อ

ความน่ารักเล็กๆที่เราชอบคือ ที่นี่มี Sea Angel หรือสัตว์น้ำตัวเล็กๆ ใสๆ มีจุดส้มๆ และมีปีกเหมือนนางฟ้า สามารถพบได้ในแถบขั้วโลก หรือที่ที่มีน้ำเย็นจัดเท่านั้น มันน่ารักจนที่นี่เอามาทำเป็นมาสคอตตุ๊กตาขายเลยทีเดียว

หลังจากเดินทางและเที่ยวอย่างต่อเนื่องมาทั้งวัน ก็ถึงเวลาเข้าโรงแรม ART ASAHIKAWA HOTEL เป็นโรงแรมใจกลางเมือง ทำเลดี มีเซเว่น ห้องอาจจะธรรมดาหน่อย แต่ขอบอกเลยว่าบุฟเฟ่อาหารเย็นที่นี่ไม่ธรรมดาเลย สเต็กเนื้อละลายในปากเติมประมาณ 5 จานได้ จนลืมความง่วงไปเลย ส่วนซูชิ ซาชิมิ มีเป็นปกติของโรงแรม 4 ดาวขึ้นไปอยู่แล้วค่ะ

วันที่ 2

ตื่นกันแต่เช้าเลย ด้วยโค้ดลับที่ไกด์แจ้งก่อนแยกย้ายกลับห้องนอน คือ “6 – 7 – 8 นะพรุ่งนี้” คือ ตื่น 6 โมงเช้า (ไกด์เตรียม morning call ปลุกทุกคนเรียบร้อยแล้ว) ไปกินข้าว 7 โมง และรถออก 8 โมง ทุกคนโปรดตรงเวลานะคะ เพราะคนอื่นๆในทริปจะเหวี่ยงเอาได้

ล้อหมุนออกจากเมืองอาซาฮีคาว่า มาจอดที่ Blue Pond หรือบ่อน้ำสีฟ้า แห่งเมืองบิเอะ สถานที่ฮอทฮิตที่ใครมาฮอกไกโดก็ต้องมาที่นี่ เพราะความฟ้าของน้ำกับกิ่งไม้แห้งๆ มันเป็นภาพที่สะดุดตา สาเหตุที่มันฟ้าได้ขนาดนี้ เพราะ มีแร่ธาตุอลูมิเนี่ยมไฮดรอกไซด์ ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ ผสมอยู่ในโคลนใต้น้ำนั่นเอง

ไม่ไกลจากบ่อน้ำสีฟ้า มีน้ำตกชิโรฮิเงะ น้ำตกนี้เป็น 1 ใน 5 ของน้ำตกที่สวยที่สุด บนเกาะฮอกไกโด สูงประมาณ 30 เมตร ความพิเศษของมันคือ มันเป็นน้ำบาดาลที่ไหลออกมาจากรอยแตกของหน้าผา เป็นเส้นๆ สีขาว ไหลลงสู่แม่น้ำบิเอะ จนทำให้บางคนก็เรียกน้ำตกนี้ว่าน้ำตกหนวดขาว เห็นแล้วอยากโดดลงไปเล่นจริงๆ

ฮอกไกโดหน้าร้อน คงจะหนีไม่พ้น ดอกไม้นานาพันธุ์ สีสันสวยงาม เรามากันที่ สวนดอกไม้ชิคิไซโนะโอกะ ที่นี่เราจะได้นั่งรถแทร็คเตอร์ชมสวนกันค่ะ เพราะมันเป็นสวนที่กว้างมากก กว้างถึง 7 เอเคอร์ สามารถเข้ามาชมได้ในช่วง Green Season ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ซึ่งแต่ละเดือนดอกไม้จะบานแตกต่างกันไป เช่น ดอกทิวลิปในเดือนพฤษภาคม ไอซ์แลนด์ป๊อปปี้ในเดือนมิถุนายน ลาเวนเดอร์ในเดือนกรกฏาคม และดอกคอสมอสในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

มื้อกลางวันในวันนี้เป็น บาบีคิว แต่ของที่นี่เค้าจะเรียกว่า เทปันยากิ เสริฟทีมาทั้งเตาทั้งกระทะ ผ้ากันเปื้อน และวัตถุดิบ เอามาย่างกินเอง ที่นี่ติดอย่างเดียวตรงอากาศมันร้อนไปหน่อย อยากเอาแอร์มาเป่าหน้า แต่พอทานเสร็จไปตบท้ายด้วยบุฟเฟ่เมล่อนฉ่ำๆ แล้วค่อยชื่นใจหน่อย โดนไปทั้งเมล่อนปั่น ไอติมเมล่อน และเมล่อนสดไป 4 ซีก แฮร่…

พอกินอิ่ม หนังตาก็หนัก ไกด์เลยพามาทำหมอนลาเวนเดอร์ DIY เอาไว้นอนบนรถ และเป็นของที่ระลึกกลับบ้านไปด้วย เค้าว่ามันเป็นหมอนเพื่อสุขภาพนะ กลิ่นลาเวนเดอร์อ่อนๆทำให้หลับสบาย วิธีการทำก็ง่ายมาก เพราะมีครูญี่ปุ่นสอนให้ และไกด์ก็แปลต่อ เออ ก็คิดนะ ว่าถ้ามาเองคงไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้ได้ง่ายๆหรอก

ได้หมอนลาเวนเดอร์มาแล้วก็นึกสงสัย ต้นลาเวนเดอร์มันเป็นยังไงกันหว่า จงตามมาโดยพลัน เพราะสถานที่ต่อไปจะไปทุ่งลาเวนเดอร์ ที่ โทมิตะฟาร์ม
เมืองฟูราโน่ ค่าา ฟาร์มนี้เป็นฟาร์มชื่อดังที่ใครมาฮอกไกโดหน้าร้อนก็จะต้องมาแหละ (เพราะมันมีป้ายภาษาไทยด้วย) ช่วงที่เรามาคือกรกฏาคม เดือนของดอกลาเวนเดอร์พอดี เกือบทั้งภูเขาเป็นสีม่วงจากดอกที่กำลังบาน แล้วยังมีซอฟท์ครีมลาเวนเดอร์ให้ลองด้วย ปะแล่มๆดี เหมือนกินสเปรย์ฉีดห้อง 555 (เพราะที่บ้านใช้กลิ่นลาเวนเดอร์พอดีไง)

คืนนี้เราจะย้ายไปพักที่เมืองโทยะ นอนเรียวกังริมทะเลสาบโทยะกันเลย TOYA KOHANTEI HOTEL มีห้องพักสไตล์เรียวกัง นอนที่นี่แล้วรู้สึกญี่ปุ๊นญี่ปุ่น แล้วบังเอิญว่าวันที่เรามาเค้าจุดพลุต้อนรับฤดูร้อนกันพอดี คนญี่ปุ่นจะแต่งชุดยูกาตะออกมาดูพลุอยู่ริมทะเลสาบกัน บ้างมากับแฟน บ้างมากับกลุ่มเพื่อน ครึกครื้นดี ฟิลไปอีก ชอบมาก และทีเด็ดของโรงแรมนี้อยู่ที่มีออนเซนบนดาดฟ้า ที่สามารถแช่น้ำร้อนไป ดูวิวไปก็ได้ ถ้าได้แช่ตอนดูพลุนะ โอ้โหววว คงไม่มีอะไรฟินไปกว่านี้แล้ว แต่ตอนนั้นเรากำลังกินบุฟเฟ่โรงแรมอย่างเอร็ดอร่อย

วันที่ 3 ทะเลสาบโทยะ

เช้าวันไหม่ เราตื่นแต่ตี 4 เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่ที่ไหนได้ ตื่นไม่ทัน มันขึ้นไปนานแล้วววว 555 วิวทะเลสาบตรงระเบียงห้องสว่างจนแสบตา เลยกลับเข้าไปนอนต่อ ก็เพราะในหน้าร้อน จะมีช่วงเวลากลางวันนานกว่าหน้าอื่นๆ พระอาทิตย์จะขึ้นเร็ว และตกช้า พอเห็นพระอาทิตย์สว่างมากตอนตี 4 เลยไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่ก ถ่ายรูปมานิดนึง

ทะเลสาบโทยะ ที่มองเห็นจากห้องของโรงแรมที่พักเลย เราว่าเป็นทะเลสาบ ที่เท่ที่สุดที่เคยเห็นละนะ เพราะถ้าดูจากแผนที่ มันเป็นทะเลสาบทรงกลม ที่มีเกาะกลางเป็นวงกลมอีกชั้น กลางทะเลสาบเลย เหมือนรูปโดนัทมีรูตรงกลางยังไงยังงั้น มีกิจกรรมทั้งปั่นเป็ด ล่องเรือ หรือข้ามไปเกาะกลางก็ได้ ทริปนี้เราไม่ได้ข้ามไปค่ะ

วันนี้ออกเดินทางจากโรงแรม 8.30 สายๆหน่อย เพราะสถานที่ประเดิมเช้านี้คือ สวนผลไม้ ใกล้ๆนี่เอง เราจะได้แปลงร่างเป็นชาวสวนเชอรี่ประมาณ 30 นาที แล้วเก็บเชอรี่สดๆ จากต้นมากินแบบไม่อั้น เป็นกิจกรรมคิ้วๆ ตะมุตะมิ เด็กๆน่าจะชอบ รุ่นเราก็ชอบเหมือนกัน เพราะเชอรี่สดอร่อยมาก ซึ่งแต่ละฤดูกาลก็มีผลไม้แตกต่างกันออกไป เช่น มิถุนายน – สตรอเบอรี่ , กรกฏา – เชอรี่ , สิงหาคม – พีช เบอรี่ พลัม , กันยายนถึงตุลาคม – แอ๊ปเปิ้ลและองุ่น

ออกจากฟาร์มเชอรี่มาไม่ไกล เรายังวนเวียนกันอยู่แถวทะเลสาบโทยะนี่แหละ แต่จะนั่งกระเช้าขึ้นมาดูวิวบนยอดเขาอุสุซังกัน บนยอดนี้ ฝั่งนึงจะได้ชมทะเลสาบโทยะ และอีกฝั่งนึงจะได้ชมภูเขาไฟโชวะ ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่เกิดใหม่จากการสั่นสะเทือนของเปลือกโลก ยังมีควันพวยพุ่งอยู่เลย

บริเวณทางขึ้นกระเช้า มีฟาร์มหมีโชวะชินซัง เป็นหมีสีน้ำตาลสายพันธุ์พื้นเมือง ที่พบได้เยอะบนเกาะฮอกไกโดขนาดโลโก้เมืองยังเป็นหมีเลย ของในร้านขายของที่ระลึกก็เลยเป็นหมีซะส่วนใหญ่ หมีที่นี่น่ารักค่ะ ซื้อขนมให้มันกินมันจะสวัสดี และกวักมือเรียก ตลกดี

อาหารกลางวันวันนี้ไม่ไปไหนไกล ก็ที่นี่นี่แหละ เป็นเซตอาหารพร้อมหม้อไฟร้อนๆ ให้แต่ละคนไปเลย กับปลาย่างเกลือ ฟิลโลคอลมากค่ะ เซตอาหารแบบนี้หาไม่ได้ในเมืองไทยเด้อ

ฮาโกดาเตะ

หลังทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย เตรียมขึ้นรถ หลับยาว ย้ายไปเมือง ฮาโกดาเตะ เมืองชิคๆคูลๆ ที่อยู่ใต้สุดของเกาะฮอกไกโด ส่วนตัวเราชอบเมืองนี้มากๆ เพราะบ้านเรือนแตกต่างจากเมืองญี่ปุ่นที่เคยเจอ จะผสมยุโรปนิดๆ รัสเซียหน่อยๆ เพราะมันเป็นเมืองท่านั่นเอง พอมาที่นี่ จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น คนเยอะขึ้น ของขายเยอะขึ้น แล้วไม่รู้ว่าคิดไปเองมั้ย ว่าคนญี่ปุ่นที่นี่มีหน้าตาผสมฝรั่ง เพราะเห็นผิวขาวตาตี่แต่จมูกโด่งมาก แล้วตลอดทั้งช่วงบ่ายนี้จะได้ทัวร์เมืองฮาโกดาเตะแบบฟรีสไตล์เลย มีเวลาให้ครึ่งวันก็ยังไม่พอ เอาจริงๆให้เวลาทั้งวัน สำหรับเราก็ยังไม่พอ ฮ่าๆ

นี่คือโกดังอิฐแดง แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฮาโกดาเตะไปแล้ว กับโกดังอิฐแดงทั้ง 5 หลังนี้ เมื่อก่อนโกดังเหล่านี้เป็นของพ่อค้าที่สร้างไว้เก็บสินค้าจากท่าเรือฮา โกดาเตะ แต่ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นร้านค้า ร้านอาหาร โรงเบียร์ และอื่นๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย

จุดที่สวยมากแห่งหนึ่งในเมืองฮาโกดาเตะคือ เนินโมโตมาจิ เพราะเมื่อมองจากบนเนินตรงถนนไป จะเห็นวิวอ่าว ท่าเรือ และเมือง บวกกับอาคารและถนนอิฐแบบตะวันตก ทำให้วิวนี้แปลกตาไม่เหมือนอยู่ญี่ปุ่นเลย

ตกเย็นมา ไกด์พาพวกเราขึ้นไปจุดชมวิวยอดเขาฮาโกดาเตะ ที่นี่สามารถขึ้นมาได้ 2 ทางคือรถบัส หรือ นั่งกระเช้าขึ้นมาบนยอดเขา สูง 334 เมตร ข้างบนนี สามารถมองเห็นวิวเมืองฮาโกดาเตะที่โอบล้อมด้วยทะเลทั้ง สองข้าง และว่ากันว่าเป็นวิวเมืองกลางคืนที่สวยงามที่สุด 1 ใน 3 ของโลกเลยทีเดียว เสียดายที่เรามาถึงตอนที่มันมืดแล้ว เป็นวิวเมืองกลางคืน ถ่ายรูปยากมากๆ แต่ไกด์ก็ให้เหตุผลที่สมเหตุสมผล ว่ามาช่วงเวลานี้คนน้อยดีและไม่ต้องต่อคิวขึ้นนาน ถ้าช่วงพีคนี่ต้องรอกว่าจะขึ้นกว่าจะลงถึง 2 ชั่วโมงเลยแหละ

ที่พักในคืนนี้เป็นแบบเรียวกังเหมือนเดิม พร้อมอาหารบุฟเฟ่อย่างดีที่ HEISEIKAN KAIYOTEI HOTEL

วันที่ 4

เช้าวันนี้เปลี่ยนบรรยากาศจากสามวันก่อนๆเลย เพราะเราอยู่ในเมือง มาเสพย์รสชาติของเมืองบ้างหลังจากอยู่แต่กับธรรมชาติ 555 การได้มาเดินตลาดเช้ากลางเมืองก็เป็นไอเดียที่ไม่เลว ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลสดๆ เช่น ปูคานิ ไข่ปลาแซลมอน หอยเชลล์ หอยเม่นทะเล และหอยนางรมย่างของโปรด เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของสายหอยเลยจริงๆ ฮ่าๆๆ นอกจากนั้นก็ยังมีเมล่อนและผลไม้ต่างๆด้วย เพราะฉะนั้นเตรียมท้องมาให้ดีๆ

ไกด์พาพวกเราไปลองกินหอยเชลล์และหอยนางรมย่าง ร้านเด็ดที่แกเคยพาลูกค้ามาหลายคนแล้วติดใจ พอเลือกหอยปุ๊ปแม่ค้าก็แงะหอยย่างข้างหน้าเราเลย ในร้านมีที่นั่งเล็กๆ 2-3 โต๊ะ ย่างเสร็จเสริฟทันทีตอนร้อนๆ สดมากๆ ฉ่ำมากๆ ส่วนไข่หอยเม่นนี้กินดิบๆเลยไม่ต้องย่าง เหยาะโชยุและวาซาบิลงไปนิดหน่อย อร่อยเลย

ในช่วงเช้านี้ เรายังอยู่ที่เมืองฮาโกดาเตะอยู่ ออกจากตลาดเช้าไปที่ขึ้น หอคอยโกะเรียวคะคุ สูง 90 เมตรด้านบนเป็นรูปห้าเหลี่ยม สามารถขึ้นไปชมวิวเมืองฮาโกดาเตะได้ 360 องศา และบนนี้จะสามารถมองเห็นป้อมโกะเรียวคาคุ หรือป้อมดาวห้าแฉก สไตล์ตะวันตกแห่งเดียวในญี่ปุ่น สาเหตุที่ทำรูปดาวเพื่อให้มีพื้นที่วางปืนใหญ่ได้มากกว่าเดิม แต่ปัจจุบันนี้ป้อมถูกดัดแปลงให้เป็นสวนสาธารณะเก๋ๆ และเป็นจุดชมดอกซากุระในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ในช่วงบ่าย เราต้องบอกลาเมืองฮาโกดาเตะ เพื่อไปเที่ยวเมืองโอตารุต่อ ระหว่างทางก็แวะพักทานอาหารกลางวันแถวๆ โอนุมะ เป็นภัตตาคารที่สามารถกินไปแล้วนั่งชมภูเขาไฟโคโมกาตาเกะไปด้วย และมื้อนี้พิเศษที่เป็นเทปันยากิขาปูอลาสก้าจ้าาาา

เราใช้เวลาเดินทางจากฮาโกดาเตะ มาที่พักที่โอตารุประมาณ 2.30 ชั่วโมง มาถึงก็เกือบเย็นแล้ว ไกด์แพลนไว้ให้เป็นเวลา FREE TIME จะไปเดินเล่นหรือจะไปช๊อปปิ้งก็ได้ เพราะที่พักที่เราอยู่นั้นเป็นตึกเดียวกับห้างอีออนเลย หรูหราอลังการมากค่า GRAND PARK OTARU

ใครขาช้อปก็ช้อปไป แต่เราแอบแว๊บไปเดินเล่นในเมืองโอตารุมา ที่นี่เป็นเมืองน่ารักๆ และมีบาร์ชิคๆ หลายบาร์ซ่อนอยู่ หลับสบายละคืนนี้ ฮ่าๆๆ

วันที่ 5

วันนี้สุดท้ายแล้ว ทำไมมันเร็วอย่างนี้ ทัวร์พามาที่คลองโอตารุ ที่เราแอบมาเมื่อคืนนี้แหละ แต่มาดูตอนกลางวัน คนละบรรยากาศกันเลย กลางวันครึกครื้นมากๆ ที่นี่เคยเป็นคลองลำเลียงสินค้าจากเรือลำใหญ่เข้ามาเก็บในโกดังสมัยก่อน แต่ปัจจุบันไม่ใช้เรือในการขนส่งแล้ว โกดังต่างๆเลยปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร บาร์ และจุดถ่ายรูปที่ห้ามพลาด เช่นนี้แล

เดินจากคลองโอตารุมาเรื่อยๆ ระหว่างทางมีขนมและของฝากขายเต็มไปหมด ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องขนมหวานด้วยนะ แวะซื้อกันได้ แต่จุดหมายที่เรากำลังจะเดินไปนั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี มีกล่องดนตรีหลาบๆแบบ ทั้งแบบเก่าโบราณ และแบบใหม่ หรือแบบไว้เป็นของขวัญให้คนรัก มีเพลงให้เลือกทั้งสากล เพลงญี่ปุ่น หรือเพลงอมตะอย่าง The Beatle ด้วย ที่นี่ผู้หญิงน่าจะชอบ ซื้อแล้วเค้าบริการห่อของขวัญให้ด้วยค่ะ

เราชอบการมากับทัวร์นี้ตรงที่ มันไม่ใช่ทัวร์ชะโงกอย่างที่เคยเจอมา แต่ละสถานที่ จะให้เวลาเข้าไปทำกิจกรรมอย่างพอเหมาะ อย่างที่นี่ก็ปล่อยให้เดินเล่นดูเมือง ชอปปิ้งกันได้เลย แล้วค่อยกลับมาเจอกันที่รถ เพื่อเดินทางต่อไป

ได้เวลาออกจากเมืองโอตารุแล้ว จุดต่อไปคือ หมุ่บ้านช็อคโกแลต ที่นี่เป็นโรงงานช็อคโกแลตจริงๆที่สร้างให้เป็นจุดท่องเที่ยวด้วย ภายในตกแต่งสไตล์ยุโรปเลย มีมุมถ่ายรูปเยอะมาก ของเล่นเด็กก็เยอะ ขนมก็เยอะมากเช่นกัน เด็กๆน่าจะชอบ

ผู้ใหญ่วัยขบเผาะอย่างเราไม่ต้องเป็นห่วง เดินออกนอกประตู Chocolate Factory แล้วข้ามถนนมา จะเป็นสนามฟุตบอล Consadole Sapporo Football Club ที่เจ ธนาธิป เพิ่งถูกซื้อตัวมาเตะให้ทีมนี้ค่ะ วันที่เราไป เจก็อยู่ แต่ไม่ได้เข้าไปถ่าย ซึ่งในจังหวะที่เราเข้าไป ก็มีเหล่าแฟนคลับชาวญี่ปุ่น ต่อแถวรอนักเตะเดินออกมาจากสนาม เพื่อขอลายเซ็นและถ่ายรูปก็เยอะแยะ แฟนคลับที่ว่านี่มีแต่ผู้ชายด้วยนะ เอ้อออ

ออกเดินทางเข้าเมืองใหญ่ซัปโปโร เมืองสุดท้ายของทริปนี้ และอาหารมื้อหนักที่เด็ดที่สุด ถูกใจที่สุดในทริปนี้ (สำหรับเรานะ) คือ บุฟเฟ่บาบิคิว NANDA อลังการงานสร้าง รวมทุกของเด็ดเมืองฮอกไกโดไว้ที่นี่ที่เดียว ทั้งเนื้อวัว 4A เนื้อแกะ ปูอลาสก้า ปูขน หอยนางรม ตัวใหญ่ แต่หอยเชลใหญ่กว่า ปิ้งย่างกันให้อิ่ ใน 1 ชั่วโมง ถามว่าอิ่มมั้ย ก็อิ่มนะ แต่ถามว่าพอมั้ย ยังไม่พอค่ะ ฮ่าๆๆ อยากกินอีก ส่วนน้ำจิ้มไม่ต้องกลัวไม่อร่อย เพราะไกด์เน็ทได้เตรียมน้ำจิ้มซีฟู๊ดมาให้พวกเราเรียบร้อยแล้ว แฮร่ๆ

หลังจากอาหารมื้อใหญ่ ไกด์พาพวกเราไปชมเมืองตามจุดแลนด์มาร์คต่างๆกันเล็กน้อย เพราะใจของลูกทริปแต่ละคน ลอยไปอยู่กับการช้อปปิ้งกันหมดแล้ว ฮ่าๆ แต่ละจุดเลยเป็นเหมือนการชะโงกทัวร์โดยปริยาย ทั้งหอนาฬิกาซัปโปโร และทำเนียบรัฐบาลเก่า ที่มีประวัติยาวนานเอามาเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ

ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย ไกด์เน็ทจะปล่อยพวกเราลงไปช้อปปิ้งที่ ถนนทานุกิ เป็นถนนคนเดินที่ใหญ่มาก ช้อปปิ้งได้ตามอรรถยาศัย แต่ก่อนจะปล่อยให้เป็นอิสระนั้น ก็ได้แจกแผนที่ นามบัตรโรงแรมเผื่อหลง และแนะนำร้านเด็ดๆไว้ให้ด้วย สำหรับใครที่สงสัยอยากซื้ออะไรแต่ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน ก็ถามไกด์ส่วนตัวได้เลย ที่นี่มี ของแทบจะทุกอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วจะซื้อกลับไป ทั้งมูจิ ไนกี้ อดิดาส เสื้อผ้า กระเป๋า ของใช้ หรือสายแม่บ้านหน่อยก็เข้าร้านดองกี้ขายสากกะเบือยันเรือรบ มี 5 ชั้นเดินทั้งวันก็ไม่พอ

ถามว่าเราซื้ออะไรเป็นของฝาก เราซื้อแคปซุลซักผ้ามา ตื่นเต้นมาก ที่ไทยไม่มีขาย 5555 เราเป็นนักท่องเที่ยวสายแม่บ้านค่ะ ชอบซื้อของใช้ในบ้าน พวกนวัตกรรมต่างๆที่ทำให้ชีวิตแม่บ้านง่ายขึ้น 555 อ้อ แล้วก็อีกหนึ่งของเด็ดที่ค้นพบได้จากแฟมิลี่มาร์ทใกล้โรงแรม คือเบียร์สีฟ้า แห่งเมืองอาบาชิริ บนเกาะฮอกไกโดแห่งนี้ คือแรร์ไอเทมที่ภูมิใจมาก

เอาจริงๆเรืองช้อปปิ้งเป็นสิ่งที่เราไม่เชี่ยวชาญ ไลฟ์สไตล์แต่ละคนก็ต่างกัน ฟังเราคนเดียว แนะนำไม่ได้หรอกค่ะ ต้องถามคนอื่นๆด้วย หาข้อมูลเยอะๆ แล้วจะได้ของที่คุ้มค่ากลับไปเนอะ

ส่วนแถวนี้ในตอนกลางคืนก็เจ๋งไม่แพ้กัน เพราะจะมีวัยรุ่นมาร้องเพลงเปิดหมวกให้เราได้ฟัง ชิลมากๆเลยแหละ คืนสุดท้ายแล้วเสพย์รสชาติเมืองให้เต็มที่ไปเลยค่ะ แต่อย่าลืมว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นไปสนามบินให้ทันเด้ออออ ฮ่าๆๆ

ตลอด 6 วัน 5 คืนบนเกาะฮอกไกโดหน้าร้อน เก็บแลนด์มาร์คทั้งหมดนี่ เราว่าคุ้มละ สนุกด้วย ไกด์ดูแลดีมาก ดีในที่นี่คือไม่ได้เฉพาะกับเรานะ ลูกทัวร์ที่มาด้วยกันก็มีหลายรุ่นอายุ เด็กเล็ก คุณป้า อาม่า วัยรุ่น เราว่าไกด์เน็ทเอาอยู่แม้จะอายุน้อยกว่าเราก็ตาม แต่ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง คิดว่าจะมาหน้าหนาวอีกรอบนึง ซึ่งทัวร์ Apple Japan by Siam Orchard ก็จัดเส้นทางฮอกไกโดในหน้าหนาวเหมือนกัน มีหลายเส้นทางให้เลือก หนีความร้อนกรุงเทพมาสัมผัสหิมะ และแช่ออนเซนร้อนๆ คงจะสบายตัวกว่าแช่น้ำร้อนในหน้าร้อนอะเนอะ ฮ่าๆ

 

 

และนี่ก็เป็น “ฮอกไกโดหน้าร้อน” ในแบบของเรา
ต้นอ้อ

Comments

comments

Be First to Comment

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.