เที่ยวสิงคโปร์ เดินเล่น เสพย์ศิลป์ กินเบียร์ | 3 days in SINGAPORE

สิงคโปร์ เคยเป็นประเทศไม่คิดจะไปเที่ยวมาก่อน
จนกระทั่งมีตั๋วแอร์เอเชียราคาถูกอยู่ในมือ

มันก็แค่ความตื่นเต้นเล็กๆน้อยๆของนักเดินทาง
ที่นอกจากจะอยากเดินทางไปที่ชอบๆแล้ว
ก็อยากจะเดินทางไปที่ๆไม่เคยรู้ว่ามันมีอะไรดูบ้าง

ทุกการเดินทางที่ไม่คาดหวัง
มันมักจะมีอะไรที่ไม่คาดคิดเสมอ (มั้ง)

มีเวลาอยู่แค่ 3 วัน 2 คืน น่าจะเพียงพอกับทริปนี้ เราออกเดินทางตอนเช้าตรู่ของวันที่ 23 พ.ย. ด้วยสายการบิน แอร์เอเชีย ไฟลท์ 7 โมงเช้า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.30 ชั่วโมง ถึงสิงคโปร์แล้วก็คงพอดีกับเวลา Check in ที่พัก เที่ยงๆบ่ายๆพอดี ที่โน้นเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมงนะ เตือนๆทุกคนไว้ก่อน อย่าลืมปรับเวลาเน้อ เดี๋ยวจะพลาดแบบเรา ฮ่าๆๆ

singapore002

นั่งอ่านแมกาซีนบนเครื่อง เจอคอลัมนึงพอดี แบกเป้เที่ยวคนเดียว จะไหวมั้ยเนี่ยยยยยยย!!! ฉันก็กำลังถามตัวเองอยู่เหมือนกัน ไหวไม่ไหว นี่ก็ออกมาจากบ้านจนจะถึงแล้วค่ะเธอ กลับตัวไม่ทันแล้วจ้าาา 5555


การเดินทางในสิงคโปร์

1. บัตร EZlink สำหรับใช้เดินทางตลอดทั้งทริป ซื้อได้ที่ทางเข้า MRT Changi Airport เทอมินอล 2 ราคา $12 ประกอบไปด้วย ค่าบัตร $5 และค่าเดินทาง $7 สามารถขึ้นได้ทั้งรถไฟฟ้า และรถบัส เมื่อจบทริปแล้ว ถ้ายังมีเงินเหลือในบัตร สามารถนำมาแลกคืนเงินที่เหลือได้ แต่จะไม่คืนค่าบัตรนะ

2. เซฟแผนที่รถไฟเก็บไว้ด้วยก็ดี https://www.luckyplaza.sg/wp-content/uploads/peta_mrt.jpg

3. เผื่ออยากขึ้นรถบัสก็ให้ใช้อันนี้ เซิดปลายทางที่จะไป (ใช้เนต) http://whereto.sg/

4. APP Singapore offline map โหลดมาวางแผนเที่ยวไว้ก่อนเลยว่าจะไปไหนบ้าง ในแมปจะเป็นแผนที่ค่อนข้างระเอียดนะ มีโรงแรม โฮสเทล บาร์ ร้านอาหาร  แลนด์มาร์ค ต่างๆให้ เราก็แค่มาร์คจุดที่อยากไปเอาไว้ พอหลงก็เปิด GPS ได้ Singapore Travel Guide and Offline City Map by Ulmon GmbH https://appsto.re/th/ZNzBK.i

5. แผนที่ Street Art มีคนรวบรวมให้แล้ว แต่มันก็ไม่ได้อัพเดทเท่าไหร่ https://www.google.com/maps/d/viewer?mid=zxG-z3IHy2oA.kRtHXyi-19_0

* *ค่าเงินดอลล่าสิงคโปร์  $1 ประมาณ 25.50 บาท
(วันที่ 23-25 Nov 2015)

singapore003
 

ออกมาเดินเล่น HAJI LANE

จากโฮสเทลมาไม่ถึงร้อยเมตร ก็จะเจอ HAJI lane ร้านกาแฟ คาเฟ่ บาร์ ร้านจักรยาน ร้านน่ารักๆ และตึกแถวที่ถูกเพ้นท์ซะ colourful สุดๆ อยู่ที่นี่แหละ นอกจากจะเป็นแหล่งวัยรุ่นแล้ว มันเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ด้วย เพราะเค้ายังคงรักษาสถาปัตยกรรมในยุกนั้นไว้อยู่ แต่เพิ่มเติมด้วยงานเพ้นท์บนตึกแค่นั้นเอง

บ้านเมืองเค้ารักความสะอาดมาก มีถังขยะเยอะมาก เยอะกว่าคนอีก


นอกจากฮาจิเลนที่ว่าฮอตแล้ว เดินออกมาหน่อย ในระแวกนี้เค้าเรียกว่าย่าน Kampong Glam ซึ่งเป็น Heritage trail เป็นตึกชิโนโปรตุเกสหมดเลย เหมาะสำหรับการเดินดูเมืองเก่า อาคารอาจจะเหมือนๆกับที่อื่นๆ เช่น China town หรือ Little India แต่พอมันมาเดินอยู่ที่นี่แล้วคนละฟิลลิ่งกันเลยอะ มันชิกกว่าเยอะ ถนนแต่ละเส้นมีสเน่ห์สีสันต่างกันออกไป

  • Haji Lane
    จะเป็นซอยเล็กๆสำหรับ chillout เดินเล่น ชอปปิ้ง จิบเบียชิวๆ ฝรั่งและนักท่องเที่ยวเยอะ
  • Bali lane
    มีคาเฟ่ ร้านอาหารชิกๆเหมือนฮาจิ แต่เหมือนจะเจอคนพื้นถิ่นเข้าไปนั่งในร้านมากกว่า
  • Arab Street
    เป็นถนนธุรกิจ ร้านค้าพวกพรม ม่าน ผ้าบาติก และผ้าทั้งหลายแหล่ แขกเยอะ เป็นถนนที่พักเราเอง
  • Muscat Street
    ย่านตะวันออกกลาง เดินๆอยู่ จะมีหนุ่มตุรกีขยิบตา เรียกไปชิชาที่หน้าร้าน 555 คือเค้าดูดบารากุกันตั้งแต่กลางวันแสกๆเลยว่ะ ไม่เคยเห็นมาก่อน
  • Aliwal Street
    ถนนเส้นนี้มีทั้งคลับพื้นถิ่น แกลลอรี่ ร้านอาหาร โฮสเทล โรงแรม เดินๆอยู่จะเจอคนกำลังเเพ้นผนังโชว์ข้างๆแกลลอรี่ แล้วเราแอบไปเพ้นกำแพงมาด้วยหละ 555

ประมาณนี้ก่อน มีอีกเยอะ แต่ส่วนนี้คือที่เราสนใจ


สังเกตได้เลยว่าที่นี่โคตรจะ คัลเลอร์ฟูล เลือกสีทาตึกได้แสบแบบไม่เกรงใจสาวพาสเทลเลย มันก้มีตึกสีขาวล้วนอยู่บ้างนะ แต่พอเปิดหน้าต่างออกมาเท่านั้นแหละ ข้างในแดงแจ๊ดดดดด สวยไปอีกแบบ ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่สิงคโปร์เลย เพราะภาพจำของสิงโปร์ที่รู้มา มีแค่ สิงโตพ้นน้ำ Merlion และ ตึกเรือใบ Marina Bay Sands


WALKING ON THE STREET

วันนี้เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินเล่นในระแวกที่พัก น่าประหลาดใจอยู่เหมือนกัน เพราะมันมีสตรีทอาร์ทเต็มไปหมด ตอนแรกคิดว่าเดินอยู่ ปีนัง ป่าวจ้าา ฉันอยู่สิงคโปร์นะจ๊า

ก็เพราะว่าพี่ Ernest Zacharevic ที่วาดผนังให้ปีนังจนโด่งดัง เค้าก็มาวาดให้ที่นี้เหมือนกันไง ใครที่เคยเดินรอบปีนังจนเมื่อยตุ้ม เพื่อเก็บภาพสตรีทอาร์ท แนะนำว่ามาที่นี่ก็ได้เหมือนกัน อาจไม่เยอะเท่า แต่เราว่าเดี๋ยวมันจะมีมาเพิ่มเรื่อยๆแหละ
*อย่าสงสัย ทำไมในภาพหน้าบูด คือเราตั้งกล้องถ่ายภาพกับสตรีทอาร์ต บางอันยังเดินไม่ถึงก็ชัตเตอร์ละ บางอันนี่ยิ้มจนเหงือกแห้ง พอหุบถึงชัตเตอร์ ไม่เข้าใจกล้องตัวเอง กะไม่ถูกเลย 555

งานของคนอื่นๆบ้าง มันจะมีรายละเอียดเล็กๆตามซอกมุมต่างๆ เยอะแยะไปหมด

เราเดินไปเรื่อยๆจนถึง Aliwal Street
มีคนกำลังเพ้นผนังกันอยู่ 3 คน
ก็เลยเดินไปดู (เจือก)

เหยยยยย  เจร๋งหวะ
อยากทำบ้างอะ (ตีเนียนเข้าไปคุย)

พวกนางเป็นนักศึกษาอยู่ที่ Aliwal art centre นี่แหละ
มีคนนึงที่มาจากจีน นอกนั้นก็เป็นคนสิงคโปร์
เค้าพูดภาษาอังกฤษกับจีนกัน
ดีล่ะ ค่อยรู้เรื่องหน่อย

singapore040

ก็เลยสิงสถิตอยุ่ที่นี่พักใหญ่เลย
ฮ่าๆๆ

เราถาม ‘ซอง’ (สิงคโปร์เรี่ยนคนหนึ่งในนั้น) ว่า
ME : “มีวอลอาร์ทที่ไหนอีกมั้ยในเมืองสิงคโปร์ จะได้ตามไปดู”
SONG : “เยอะเลย แต่เป็นงานเล็กๆ ส่วนใหญ่เพ้นกันแถวนี้มากกว่า”
ME: “ทำไมอะ”
SONG : “ก็ร้านขายสีอยู่แถวนี้”
ME : -_-“

ค่ะ
กุก็นึกว่าจะมีเหตุผลเท่ๆ
แบบว่ารัฐบาลเน้นให้ย่านนี้เป็นย่านศิลปะ ไรงี้
แต่เค้าก็ดูภูมิใจนะ
เพราะรัฐและคนรวยก็สนับสนุนพวกนี้จริงๆ (นางบอกมา)

singapore042

ส่วนภาพนี้เป็นงานของ ซอง อีกชิ้นที่เพิ่งโดนบอมไปไม่นานนี้
ก็เลยขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
กับงานที่โดนบอมนะฮะ (อันม่วงๆข้างหลังไง)
5555


ฝากผลงาน
ความเสร่อของเรายังไม่หมดแค่นั้น

“ขอวาดด้วยได้ปะ
เอาแค่พื้นที่เล็กๆ นิดนึงนะ”

ว่าแล้วเราก็หยิบปากกาที่พกมาละเลง
บนพื้นที่อันน้อยนิดที่นางจัดเตรียมไว้ให้


me : ซอง แถวนี้มีอะไรอร่อยๆกินบ้างอะ
song : ฮืมมม(ครุ่นคิด) มีร้านอาหารไทยอยู่ปากซอยอะ อร่อยนะ
me : เดี่ยวค่ะ คือเราเพิ่งมาจากไทยเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว
โปรดแนะนำอาหาร Local ให้เถอะ 5555
song : เอ้อ เออหวะ 5555
มี food court ร้านประจำอยู่ใต้ตึกนั้นอะ รอเพ้นท์เสร็จก่อน อีกแป๊ป เดี๋ยวพาไป

แล้วเราก็รอออ เดินเล่นรอ ถ่ายรูปรอ
เพื่อนนางอีกคนเดินเข้ามาพร้อมถุงแก้วกาแฟและชาให้เพื่อนๆ
แถมยื่นให้เราแก้วนึง

เห้ยย
จะปฎิเสธก็เกรงใจ ก็เค้าซื้อมาให้
เออๆ เอาก็เอาวะ
ขอบคุณมากนะ ใจดีจัง  :)

แล้วพวกเราก็เดินไปทานข้าวที่ Food Court กัน
(แต่มีฉันกินคนเดียว)
ก่อนจะบอกลาจากกันไปหลังอาหารมื้อนี้
เพราะคืนนี้พวกนางจะเดินทางไปฮ่องกงกันต่อ
ไปเพ้นที่นั้นกันต่อ

“โอเครร
ไปทำตามฝันกันเถอะ
บายนะพวกแก เดินทางปลอดภัย”

singapore045

บักกุ๊ดเต๊กับข้าว และชาฟรี
อร่อยดี 5 ดอล


กลับมาที่ดาดฟ้าโฮสเทล
แล้วนั่งดูเมืองที่แสงอาทิตย์ค่อยๆลับไป
และแสงจันทร์ขึ้นนมาแทน

ชอบบรรบากาศบนนี้จัง


เริ่มหิวอีกแล้ว จะกินอะไรดีนี่เป็นปัญหาโลกแตกทีเดียว
พอดีจำรีเซิร์ชก่อนมาได้ว่า
ข้าวมันไก่สิงคโปร์อร่อย
แล้วก็รู้มาอีกว่าที่ China Town มีอาหารเยอะ แถมเปิดดึก

เลยนั่ง MRTตรงดิ่งไปเลย เดินเจอร้านข้าวมันไก่ร้านแรกก็เข้าไปสั่ง
“Chicken Rice ค่ะ”
“I love Chicken’s Skin นะ ขอเยอะๆ”

เพื่อนเราที่เคยไปสิงคโปร์
บางคนบอกอร่อย
บางคนบอกไม่อร่อยเท่าของไทย

เราจะมาเปิดต่อมรับรสด้วยตัวเองวันนี้แหละ

คือมันอร่อยมากเว่ย สำหรับเรานะ

นี่ขนาดไม่ได้ตามไปกินร้านที่เค้าว่าดังๆ
ถ้าไปกินเจ้าดังจะขนาดไหน
(หรือมันอาจจะรสไม่เหมือนกัน)

ขอเปรียบข้าวมันไก่ไทยที่เคยกินนะ
เค้าจะทุบๆไก่ให้แบนๆให้เหมือนมีเนื้อเยอะๆ
แต่อันนี้ไม่เลยจ้าา ให้มาทั้งดุ้น ทั้งน่อง ทั้งกระดูก 555
ไก่นุ่มนิ่ม เค็มนิดๆ ฉ่ำกำลังดี เนื้อไม่แห้ง
แล้วราดซอสอะไรไม่รู้ลงในข้าว
ซึ่งอีซอสนี้แหละ ที่ทำให้เราคิดว่ามันอร่อยกว่าของไทย
ส่วนน้ำจิ้ม จะคล้ายๆน้ำจิ้มข้าวขาหมูอะ แบบไม่มีกลิ่นขิง
แต่จะเติมลงไปเองก็ได้

มื้อนี้เราโอเคอะ
ฟิน ในราคา 5ดอลล่า

พอย้อนมองกลับไปดูชื่อร้าน
เอ๊ะ นี่มันข้าวมันไก่จาก Bugis แถวที่พักเรานี่หว่า
แล้วทำไมต้องถ่อมากินไกลถึงไชน่าทาวน์ด้วยเนี่ยยยย
5555


คืนนี้ยังไม่จบฮะ
เราไปต่อที่ Qlarke Quay สถานที่ Hangout สุดฮอตของสิงคโปร์
เพราะพวกเพื่อนข้างทางที่เจอเมื่อกลางวันแนะนำให้มา
กะว่าจะมาจิบเบียร์ชิวๆ ริมน้ำซักหน่อย

ระหว่างทางจาก MRT ไปร้านต่างๆ
ที่นี่รายละเอียดเค้าเยอะนะ
ยกให้เป็นเมืองแห่งสีสันเลย
ขนาดทางลอดข้ามถนน ยังติดไฟชมพู!

บรรยากาศโคตรดีเลยอะ
แสงสีเสียงอลังการงานสร้าง
บวกกับการประดับตกแต่งไฟ ต้อนรับเทศกาลศริสต์มาส และปีไหม่
มองเห็นตึก Marina Bay Sand ด้วยนะ
หรือใครจะนั่งเรือชิลชมเมืองก็น่าสนุกดี
เหมาะมาทริปครอบครัว

เราว่าที่นี่ดูปลอดภัยนะ มีแต่คนดูดี ไม่ค่อยเห็น homeless
เดินคนเดียวยังรู้สึกปลอดภัย เพราะมันมีไฟสว่างตลอดทาง
แต่ก็ควรมีสติไว้แหละดีที่สุด


กลับมาที่ Bugis ของเราดังเดิม
แวะเซเว่นกะว่าจะซื้อขนม เครื่องดื่มไปนั่งกินบนดาดฟ้า

ปรากฏว่า เค้าไม่ขายเบียร์จ้าา
ยืนงงอยู่พักใหญ่ ทำไมนะทำไม
ซอง บอกมาว่า เบียร์ที่นี่ขายถึงแค่ 10.30 นะ
ถ้าจะกินก็รีบไปซื้อตุนไว้
เรามองดูนาฬิกา นี่มันแค่ 3ทุ่มครึ่งเองนี่ ทำไมนะทำไม

คือ

เราลืมปรับเวลาอะ 5555 ขำตัวเอง
ที่สิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง
กลับห้องนอนก็ได้ แหะๆๆ

ยอมแพ้ละวันนี้
อายจุง

singapore057

เช้าวันใหม่
ตื่นเช้ามาพบว่า
“ฝนตก”
ก็เลยนอนต่อ 555

ไม่ดิ
ไปทานเบรคฟาสของโฮสเทลก่อน ค่อยนอน
ที่นี่ต้องขึ้นไปทานบนดาดฟ้าค่ะ
มองวิวไปเพลินๆ ฟ้านี่ครึ่มเชียว
ตอนแรกแพลนไว้ว่าวันนี้จะเช่าจักรยานไปปั่นรอบเมือง
ไป Botanic garden ไปทางเดินลอยฟ้า
ไปโน้น ไปนี่ ซึ่งมันก็ outdoor ซะหมดเลย
แต่ก็ต้องล้มแผนนั้นไป
T_T

เปลี่ยนเป็นนั่งรถไฟแทน

singapore059

สิ่งที่ทำให้ชีวิตอยู่รอดยามฝนตก
คือการเดินห้าง ก็ข้างนอกฝนมันตกนี่นา จะให้ทำไง

at MRT Orchard

ห้างที่นี่เค้าอลังการงานสร้างมากค่ะ
เดินออกจาก MRT ปุ๊ป เดินขึ้นห้างได้เลย
สถาปัตยกรรมไฮโซเทคโนโลยี
มันตรงข้ามกับย่าน Kampong Glam ที่พักของเรามากมาย

นี่มันสิงคโปร์ที่เดียวกันกับที่เจอเมื่อวานจริงๆหรอวะ
contrast กันสุดๆ
โซนเมืองใหม่ก็ล้ำสุดๆ ส่วนโซนเมืองเก่าก็ยังอนุรักษ์ไว้ให้เก่าสุดๆเช่นกัน
เจร๋งตรงนี้แหละ

เราใช้เวลาเดินอยู่ในห้างก็นานพอสมควร
เพราะมันมีร้านชิกๆคูลๆ เพียบ
เหมือนมาเก็บข้อมูลงานดีไซน์ของต่างชาติบ้าง
เดินเล่น ดูนั่นดูนี่ เอ้า นี่มันงานอิมพอร์ทมาจากไทยนี่หว่า
ดีจัง งานไทยโกอินเตอร์ :)

พอฝนเริ่มซา ก็ออกไปเดินข้างนอก
เดินยาวจากสถานี Orchard ยาวไปถึง สถานี Summerset
แล้วขึ้นรถไฟไป Marina Barrage ต่อ


เมื่อออกมาจาก MRT Bayfront แล้ว
เราเดินตามป้ายไปทาง Garden by the Bay
แต่เป้าหมายเราไม่ใช่ที่นั้นหรอก
จะไป Marina barrage ต้องเดินเลยกาเด้นไปอีกไกล
ตั้งใจจะไปนั่งนอนดูพระอาทิตย์ตกที่นั้น
เค้าว่ากันว่า มันบรรยากาศดี
และเห็นเมืองสิงคโปร์ทั้งเมืองเลย

ระหว่างทางไป
ได้เดินผ่าน Landmark สำคัญๆเยอะเลย
อีกทั้งยังเป็นสวนสาธารณะที่คนสิงคโปร์นิยมมาออกกำลัง มาพักผ่อนด้วย

จริงๆมันมีวิธีที่ใกล้และง่ายกว่านี้นะ ไม่ต้องเดินเยอะขนาดนี้
คือขึ้น FREE SHUTTLE BUS (ที่ MRT Marina Bay)
แต่สำหรับเราถ้าเดินเอามันน่าจะได้เสพย์บรรยากาศมากกว่า


Marina Barrage
เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ถูกออกแบบให้เป็นสวนสาธารณะด้วย
ชั้นล่างเป็นส่วนของเครื่องปั๊มน้ำ ระบบควบคุมของเขื่อน
แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์แสดงการออกแบบ และความเป็นมา
รวมถึงการอนุรักษณ์แหล่งน้ำที่หายากของที่นี่ด้วย

พอเดินมาถึงก็เดินตามทางหญ้าขึ้นไปเลย
เป็นเหมือน Rooftop สนามหญ้า
เหมือนสนามฟุตบอลบนดาดฟ้า
เค้าเรียกว่า GREEN ROOF
นอกจากเอาไว้ให้พักผ่อนแล้ว
ยังช่วยลดความร้อนให้ตัวอาคารด้วย

ถึงแม้ว่าสิงคโปร์จะดูเป็นเมืองใหญ่ที่แออัด
แต่เค้าก็พยายามจะแทรกธรรมชาติ ให้เข้าไปอยู่ในป่าคอนกรีตแห่งนี้

อะไรจะเจ๋งขนาดนั้น

นี่คือ เราอยู่บนชั้นดาดฟ้านะ
นั่งอยู่เฉยๆก็เหมือนได้ไปทุกที่ในสิงคโปร์แล้ว 555
ทั้ง ตึก Marina Bay Sands, Garden by the bay, Singapore flyer, flower dome
คุ้มค่ะ ไม่เสียแรงที่เดินมา :)
โชคดีที่ฝนหยุดตกตอนเย็นพอดี
ถ้าได้มาสิงคโปร์อีกรอบ
ยังไงก็จะมาที่นี่อีกอยู่ดี
แต่จะนั่ง Shuttle bus มา พร้อมกล่องข้าวมาปิกนิก และน้ำเย็นๆซักกระป๋อง 555

เรานั่งอยู่จนพระอาทิตย์ตกดิน
ดูเด็กๆวิ่งเล่นกับครอบครัว
คนออกมาเล่นเล่นว่าว ถ่ายภาพ
คู่รักจีบกันมุ้งมิ้งๆ
มองดูตึกค่อยๆเปิดไฟ
เป็นบรรยากาศที่ชิวมากกกกที่สุดในสามโลกเลยหละ: )แนะนำให้เอาเสื่อปิ๊กนิก ไม่ก็ผ้ามารองนอนเล่นด้วยนะ
หลังฝนตก หญ้ามันจะเปียก


เราเดินกลับทางเดิม
ยังคงไม่เลือกขึ้นบัสค่ะ 555
กะว่าจะเดินดู แสง สี เสียง ไฟอลังการของ Garden by the Bay
แล้วบังเอิญว่า จังหวะที่เราเข้าไปเดินอยู่ในนั้น
เป็นเวลาโชว์พอดี
ไม่ทันจะตั้งตัว

เรายืนอยู่ท่ามกลาง Supertrees Grove แล้วไฟก็ดับลงทั้งหมด
เสียงดนตรีดังขึ้น นับถอยหลัง พร้อมเสียงพิธีกรภาค
“ Welcome to garden by the bay……”

มิน่าหละ มีคนนั่งที่พื้นเยอะมาก
ตอนแรกก็นึกว่านั่งพักเพราะเดินมาเหนื่อย 555

ก็เลยเดินไปนั่งพื้นกับเค้าด้วย
ดูโชว์สุดอลัง เป็นการแสดงต้นไม้เต้นระบำ ไปกับเสียงเพลง
ครั้งนี้ชื่อโชว์ว่า
“Garden Rhapsody Christmas Edition”

**โชว์ Supertree grove มีแสดงทุกวันที่ Garden by the bay
7.45pm และ 8.45pm


หลังจากเดินดูสีแสงสีเสียงรอบๆ Marina Bay
ก็กลับพักที่โฮสเทลด้วยความเหนื่อยล้า
(ไม่ลืมที่จะซื้อเบียร์เซเว่นมาตุนไว้ในตู้เย็น 555)

นั่งจิบเบียร์เพลินๆ กับลมเย็นๆ บนดาดฟ้าซักพัก
ก็มีคนเริ่มเข้ามาแจม พูดคุย ทักทาย

นี่แหละ ที่ทำให้เราชอบโฮสเทล
จริงๆแล้วห้องเดี่ยว โรงแรมดีๆก็อยากนอน
แต่รู้สึกว่า การเจอสังคม การพบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุย
มันดีกว่าเก็บตัวอยุ่ในห้องคนเดียวเป็นไหนๆ
(หมายถึงถ้าเที่ยวคนเดียวอะนะ)

สวัสดีลีโอ VDO Director จากสวิซเซอแลนด์ เพิ่งบินมาจากภูเก็ตสดๆร้อนๆ
สวัสดีอิชิ จากเกาะบอเนียว
นางบอกว่าที่ที่บ้านเปิดเป็น Couchsurfing ด้วยนะ ไปพักได้เลย
คงหน้าหนุกดีเนอะ ถ้าได้ไปเที่ยวเกาะบอเนียว รอบหน้าเจอกันๆ

เคยคิดปะ
ว่าเราเป็นคนยังไง เราก้จะเจอคนอย่างนั้น
เราไปที่ไหน ก็จะเจอคนแบบที่นั้น
คนที่เหมือนกัน มันจะมีแรงดึงดูดมาเจอกัน
(ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแฟน)
ถ้าเราชอบเที่ยว เราจะเจอคนชอบเที่ยวเหมือนกัน
ถ้าเราเป็นคนบ้า เราจะเจอคนบ้า
ถ้าเราเจอคนไม่ดี แสดงว่าเราอยู่ผิดโซน 555

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายละนะ
ขากลับแอร์เอเชียเลือกไฟลท์สุดท้ายเลย 10.45pm
กะว่าจะเที่ยวทั้งวันให้มันคุ้ม
หลังจากภารกิจทานอาหารเช้า
ต่อด้วยเม้ามอยเล็กๆน้อยๆกับเพื่อนเมื่อคืน
ก็ได้เวลาจากลา บางคนกลับประเทศ บางคนอยู่ต่อ
บางคนไปเที่ยวด้วยกันต่อ เช่นเรา 5555

เตรียมตัว เก็บของ Check out
แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โฮสเทล

วันนี้ตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่าจะเดินน้อยๆ
ขอเป็นวันชิวๆซักวันนะ เดินเยอะมาสองวันละ
แต่แล้ว
ฉันก็เดินจากที่พักไปยัน Little India เลยจ้าา
ไหนบอกว่าจะเดินน้อยๆไง
แล้วอินี่ก็ดันเดินแบบอ้อมๆด้วยนะ
(ประมาณ 3 กิโลค่ะ)

Little India

เป็นย่านอินเดียจริงๆ แทบไม่มีหมวยปน
ถ้าว่าย่าน Kampong Glam สีสดแล้ว
ที่นี่สดกว่า สดแบบแสบคูณแปด
ทั้งสีตึก สีเสื้อผ้า สีตลาด สีอาหาร สีเฟอนิเจอร์

โอ้ย
ยอมใจเลย
น้อยคนนักจะกล้าเล่นสีอย่างนี้กับบ้านตัวเอง
แต่มันสวยนะ

พีคสุดต้องนี่เลย
มีสีเท่าไหร่ใส่ไปให้หมด

ที่ Little India ก็มี Wall Art นะ
ซองบอกมาว่า แถวนั้นมีร้านสีขายเหมือนกัน 555


เรานัดลีโอไป Sentosa Island ตอนบ่าย 3
เพราะช่วงเช้าต่างคนต่างมีภารกิจของตัวเอง
เราอยากไปเดินเล่น Little India ก่อน
ส่วนลีโอไปเรียน Jiu Jitsu (การต่อสู้ชนิดนึง คล้ายๆคาราเต้ ยูโด ไรงี้)
แล้วค่อยเจอกัน

อย่างที่บอกว่าลีโอ เป็น vdo director ใช่มั้ย
ก็เลยยื่นไว้กล้องให้นางถ่ายเลยค่ะ 555

เรานั่งรถไฟไปลงสถานี Harbour front
จากตรงนี้จะต้องข้ามไปเกาะเซนโทซ่า (Sentosa Island)
ซึ่งมี 4 วิธี

1.    Cable Car (24$)
2.    Monorail (4$)
3.    Bus (?$)
4.    walk (free)

เราไปแบบข้อ 4 คือเดินข้ามไปค่ะ
ไม่ได้อยากประหยัดอะไร
แต่เพราะว่าหา Monorail ไม่เจอ – -“
เลยเดินตามป้าย Cable Car และพบว่ามันแพงไป
ก็เลยเดินย้อนกลับมาในห้าง Vivo
ขณะที่พักเหนื่อยกินข้าวที่ Food Republic ก็เจอสะพานข้ามไปค่ะ
มารู้ทีหลังว่า Monorail อยู่ข้างๆ Food Republic เลย 555

ระหว่างทางข้ามสะพานไปเกาะ Sentosa
ไม่ไกลเท่าไหร่นะ ดีหน่อยที่มันเป็นทางเลื่อนๆ

singapore092


เดินไปจนถึง Universal
ตอนนี้เริ่มเมื่อยตุ้มแล้ว
เพราะมัวแต่เล่นทางเลื่อน

singapore093
“ไม่เดินแล้ว ไม่เดินแล้ว” ลีโอบ่นเลยเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหา TAXI
เพราะมันเป็นจุดรับส่งคน
ก็ไม่เจอ Taxi อีก
เห็นรถบัสพอดี ก็เลยวิ่งขึ้น
ไปไหนไม่รู้แหละรู้อย่างเดียว คือ ไม่เดินแล้ว 555

เราลงที่สถานีสุดท้าย Beach Station
ไม่ต้องจ่ายตังค์นะ เพราะมันคือ free shuttle bus
นี่มั่วมานะเนี่ยย มาถึงทะเลละ เก่งจัง 555

สถานีนี้เป็นที่ตั้งของชายหาดต่างๆ
เช่น Siloso, Palawan, Tanjong
และเป็นที่แสดง Song of the Sea

เวที Song of the Sea เป็นการแสดงแสงสีเสียง
แบบฉายภาพไปบนละอองน้ำ เป็นเรื่องราว
ซึ่งจะแสดงหลังพระอาทิตย์ตกดิน

singapore094

ส่วนนี่เป็น Palawan Beach จ้า
ที่เลือกมาอันนี้เพราะมันจะมีสะพานข้ามไปเกาะเล็กๆ
บนเกาะเป็นจุดชมวิวที่น่าจะสวย
แต่ด้วยเพราะความเมื่อยตุ้ม
เราสองคนเห็นทะเลปุ๊ป ก็จอดเลยค่ะ

ทะเลมันไม่ได้สวยเท่าภาคใต้ของไทยเลยจริงๆนะ
เหมือนทะเลระยองอะ แถวมาบตาพุด ที่มันมีโรงงานเยอะๆ แบบนั้นเลย
น้ำทะเลสีเขียว แถมที่หาดมีสาหร่ายเกินตื้นด้วย
แต่ไม่ใช่ปัญหาของลีโอค่ะ
นางลงน้ำไปแล้ว

ส่วนเรา เจอเซเว่นแถวนั้นพอดี ขอไปซื้อเบียร์แพร๊พพพพพ
ชิลได้ทุกสถานการณ์ :P


พระอาทิตย์จะตกดิน
ฟ้าเป็นสีแดงเชียว เมืองก็สีสันแล้ว
ที่สิงคโปร์นี่สีแรงยันพระอาทิตย์เลยนะ

แล้วเราก็ย้ายที่จากริมหาด
ไปตรงโขดหินที่หันหน้าหาทิศตะวันตกค่ะ

Leo : เมฆสองก้อนนั้น สวยเนอะว่ามั้ย
Me  : เดี๋ยว มันคือควันจากโรงงานปะ
Leo : เออนั้นแหละ มันทำให้องประกอบภาพลงตัว
Me  : แต่มันคือมลพิษปะ
Leo : ก็สวยอะ
ME  : เออ..…ขอบคุณที่ชม!

5555
นางติสใช้ได้เลย

singapore100
singapore099

ได้เวลากลับแล้วหละ
เราเดินไปที่ Beach station ดังเดิม
แล้วขึ้น Monorail กลับไปฝั่งเมือง ไม่มีหลงละ
แถม Monorail ขากลับยังขึ้นฟรีอีก
เหมือนมาฟรี แบบไม่ได้ตั้งใจ

เรากลับไปเอาของที่โฮสเทล
บอกลาลีโอ
ขอบคุณที่ไปหลงด้วยกัน
มันสนุกก็ตรงหลงไปหลงมานี่แหละ
เป็นผู้ชายพูดเยอะ มัวแต่เม้ามอยจนเลยป้าย
ขอบคุณที่ถ่ายรูปให้ แต่ส่วนใหญ่เป็นวีดีโอ (ก็นางทำVDO)- -“
นางจะอยู่ที่สิงคโปร์ต่ออีกอาทิตย์ก่อนจะกลับประเทศ
ไว้เราไปยุโรปเมื่อไหร่ ค่อยเจอกันอีกนะ

เราได้เจอทั้งคนเพ้นท์ Street Art ทั้งคนทำ VDO
ทำให้ทริปนี้เรามีผลงานวาดผนังของตัวเอง
แล้วยังได้มีวีดีโอของตัวเองด้วย (เดี๋ยวแปะไว้ให้ดูตอนท้ายนะ)
^___^

เลือกไฟลท์สุดท้ายของวันมันก็ดีเนอะ
ได้ใช้เวลาเต็มที่ เต็มวัน
ที่ฟินสุดคือมีเวลาดูพระอาทิตย์ตกก่อนกลับ
แต่กินข้าวไม่ทันเพราะมัวแต่ดูพระอาทิตย์
ก็สั่งอาหารทานบนเครื่องแล้วกัน
ถ้ามีเงินสิงคโปร์เหลือ ก็จ่ายบนเครื่องได้
เพราะที่ไทยก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี

singapore101

สิงคโปร์นี่มาเที่ยวแบบไม่ต้องใช้เวลาเยอะเลย
จริงๆ เสาอาทิตย์ 2 วันก็มาแพลนนี้ได้นะ
ถ้าไม่ใช้คนตื่นสายแบบเรา 555
ทั้งทริปใช้ไปไม่ถึง 4000 (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน)
และจะถูกกว่านี้อีกถ้าไม่กินเบียร์

ไปล่ะ :)

singapore_expended

Hello

TEST 1

FOLLOW ME

More Stories
รีวิว เที่ยวเกาะเสม็ด แบบง่ายๆ | SAMED ISLAND and the Sand in my toes