Sin Jao, Danang & Hoi An the Ancient town

ซินจ่าวดานัง-ฮอยอัน มีทะเล มีเมืองเก่า มีภูเขา ในทริปเดียว :}

อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่เงินในกระเป๋าไม่อำนวยเท่าไหร่ ประเทศเพื่อนบ้านนี่แหละ คือคำตอบ จ่ายแค่ค่าตั๋วเครื่องบินเพิ่มมาหน่อย แต่ค่าครองชีพก็เหมือนเที่ยวบ้านเราอะ เผลอๆอาจถูกกว่าด้วยนะ

วันนี้เราบินมาที่เมืองดานัง ตอนกลางของประเทศเวียดนามค่ะ ถ้าพูดถึงเวียดนาม ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ฮานอยกับโฮจิมินให้เลือกบินไปแล้วนะเหวย เพราะสายการบินแอร์เอเชียเพิ่งเปิดรูทใหม่ สดๆ ซิงๆ บินตรงจากกรุงเทพไปดานังแค่ชั่วโมงกว่าๆ เราก็เลยลองไปสำรวจมา ว่าที่นี่มันจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง เผื่อจะได้เป็นตัวเลือกสำหรับคนที่เบื่อๆไม่รู้จะไปไหน อยากไปที่ใหม่บ้าง ไรงี้

สายการบินแอร์เอเชียมีไฟล์ท 10.10 จะไปถึงดานังประมาณ 11.30 ส่วนขากลับ 12.00 ถึงกรุงเทพ 13.20 ยิ่งช่วงโปรโมชั่นราคาพันต้นๆ ถูกว่าบินไปภูเก็ตอีกเด้อ

จริงๆเราเคยมาที่นี่มาก่อนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เป็นตัวแทนมาแลกเปลีย่นวัฒนธรรมให้มหาลัย กว่าจะเดินทางมาได้เนี่ย นั่งรถบัสจนตูดแฉะ จากขอนแก่นข้ามผ่านประเทศลาวที่ด่านมุกดาหาร กว่าจะเข้าไปถึงเวียดนาม แล้วตระเวนเที่ยวเว้ ดานัง ฮอยอัน แต่มาปัจจุบันนี้สามารถบินมาได้เลยจ้าาาา สะดวก รวดเร็วกว่าเยอะ ว๊าย พูดแล้วก็รู้สึกแก่ ฮ่าๆ

 

Let the journey begins

สนามบินดานังเป็นสนามบินเล็กๆ แต่ดูดีประมาณนึง เพราะมันเป็น  International Airport สามารถหาซื้อซิมการ์ดได้ในราคา $5.5 มีหลายแพคเกตลองเลือกดู ของเราแพคเนต 5 วัน ได้ 4G วันละ 1 กิ๊ก ใช้เหลือเฟือจ้า

แพลนในวันแรกของเราคือตรงไปฮอยอันเมืองเก่าเลย ซึ่งห่างจากสนามบิน 26-27 กิโล หลังจากออกมาจากสนามบินแล้ว  ด้วยสัญชาตญาณ Backpacker เราจะมองหา Shuttle bus เป็นอันดับแรก ซึงมารู้ที่หลังว่ามันไม่มี เพราะสนามบินอยู่ในเมืองอยู่แล้ว ก็เลยได้แทกซี่เถื่อนมาแทน ในราคา 200,000ดอง แบบไม่มีมิเตอร์ ถือว่าถูกกว่าที่เช็คในเนตอีก แต่ก็เสี่ยงโดนหลอกอยู่เหมือนกัน (คือเดินหาบัสมาไกลจนขี้เกียจกลับไปที่จุดขึ้นแทกซี่หน้าสนามบินแล้ว 555)

แต่ถ้าจะให้แนะนำ คือออกจากสนามบินก็ไปขึ้นแทกซี่ที่จุด Taxi meter ได้เลยค่ะ ราคาไม่น่าต่างกันมาก อ้อ แล้วที่เวียดนามสามารถเรียก Grab Taxi ได้นะคะ มีโปรโมชั่นเยอะเหมือนของไทยเลย แต่เป็นภาษาเวียดนาม

 

HOI AN ANCIENT TOWN

จากสนามบินประมาณ 30 นาที แทกซี่ก็มาส่งถึงที่พักที่ฮอยอัน ที่นี่มีที่พักให้เลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบโรงแรมหรือนอนโฮมสเตย์ก็เก๋ดี แต่สำหรับที่พักของเราในวันนี้ เราจองผ่าน Booking.com ลังเลอยู่นานว่าจะอยู่โฮมสเตย์หรืออยู่โรงแรม สุดท้ายก็เลือกโรงแรมสร้างใหม่ดูดี ในราคาเท่าๆ กับโฮมสเตย์

Relax Garden Boutique Villa Hoian ราคา 590 บาท มี Welcome fruit (ชอบเสาวรสสดๆมาก) น้ำชา สระว่ายน้ำ และห้องใหม่อย่างดี

ที่นี่มีจักรยานและมอไซด์ให้เช่าด้วย แต่สำหรับวันนี้ เราจะเช่าจักรยานไปเล่นรอบๆ เมืองเก่ากัน ปั่นไปถ่ายรูปไป ดูวิวไป เราว่าการปั่นจักรยานในบรรยากาศเมืองเก่าแบบนี้ เหมือนเราได้ย้อนยุคกลับไปสมัยก่อน เป็นกิจกรรมที่อยากจะแนะนำ เพราะเมืองมันก็กว้างอยู่นะ ถ้าเดินคงจะเมื่อยมากๆ นี่ซื้อหมวกเวียดนามมาใส่ด้วยนะ เนียนจนนึกว่าแม่ค้าข้างทาง 555

ฮอยอัน ในอดีต เคยเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก ทั้งญี่ปุ่น อินเดีย จีน ดัตช์ สังเกตได้จากอาคาร สถาปัตยกรรมผสมผสานแบบท้องถิ่นและต่างชาติได้อย่างลงตัว จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก World UNESCO

 

นี่คือภาพที่เราถ่ายเองกับมือเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนเป็นยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น ป้าคนนี้ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม (สังเกตจากรองเท้าแตะแดง) 55

STREET FOOD

แต่เอาจริงๆแล้ว ลงมาเดินบ้าง ก็ได้เห็นอะไรลึกขึ้น เพราะที่นี่มันมีตรอกซอกซอยเยอะเหลือเกิน เดินเพลินมาก มีทั้งร้านค้า ของหัตถกรรม ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และบาร์ เราอยู่ที่นี่ตลอดช่วงบ่ายเลย มีแวะลองชิมอาหารข้างทางดูบ้าง มันก็ถูกปากเราอยู่นะ

เช่น ร้านนี้เป็นร้านแรกที่แวะชิม ด้วยความที่เข้าไปแบบเงอะๆงะๆ สั่งอะไรก็ไม่รู้ถ้วยนึง เป็นขนมจีนหน้าท่อนหมู เค้าเสริฟมาพร้อมขนมปังบาเก็ต เติมพริกสดอีกหน่อย อื้อหืออ แซบมาก ถูกปากมาก แต่โดนไป 50,000ดอง เหมือนโดนหลอกฟันราคาเบาๆ (เพราะหลังจากนั้นก็ไปถามร้านอื่นๆก็แค่ 30,000ดอง) แต่เอาหนะ คิดซะว่าค่าตากพัดลม

มาลองอีกที่นึง ไก่ปิ้ง กับ หมูพันตะไคร้ ร้านหน้าตลาดสดฮอยอัน ไก่ปิ้งนี่โอเค แต่หมูพันนี่จะไม่ค่อยได้กลิ่นตะไคร้เท่าไหร่นะ พอกินเสร็จ เค้าก็เอาตะไคร้ไปพันหมูปิ้งต่อ เอิ่ม… คือยังไงคะป้า แล้วท่อนตะใคร้ที่หนูกินมะกี้ มีใครแทะมาก่อนรึป่าวเนี่ย (ไม้ละ 5000 ดอง~ 8 บาท)

ส่วนร้านนั่งยองร้านนี้ เห็นมีคนเยอะก็เลยมายองกับเค้าบ้าง น่าจะอร่อย มันคือขนมถ้วย ชั้นล่างเป็นแป้งดึ๋งๆเหมือนขนมเปียกปูน ท๊อปปิ้งด้วยซอสถั่วๆกระเทียมเจียว และแคปหมูมั้ง ตักกินพร้อมน้ำส้มสายชู เราว่าอันนี้อร่อยดี ควรลอง (ถ้วยละละ 5000 ดอง~ 8 บาท)

เราว่าเป็นเป็นคนชอบลองของแปลกอยู่ประมาณนึงนะ ยิ่งเป็นของกินที่คนท้องถิ่นกินยิ่งชอบ ลองกินทุกอย่างยันแหนมใบมะยมก้อนนี้ เปรี้ยวๆ ปะแล่มๆ ไม่อร่อย แต่กินหมด หลังจากนั้นก็ถ่ายสะดวกเลยจ้าาาา แต่ไม่ได้ท้องเสียนะ สงสัยภูมิต้านทานดี อิอิ

SUNSET

พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เราสองคนปั่นจักรยานไปเรื่อยๆเพื่อหาจุดเหมาะๆนั่งดูพระอาทิตย์ ปั่นตามแสงจนเกือบออกนอกเมือง และมาพบกับจุดนี้ หน้าโรงแรม The corner Riverside villa เป็นชานไม้ยื่นลงไปในน้ำ ชอบมาก ไม่เสียแรงที่ปั่นมา โชคดีมาก ฟ้าระเบิดเป็นสีทอง

หลังจากพระอาทิตย์ตก ยังพอมีแสงทไวไลท์ให้เชยชม เราสองคนปั่นต่อไปที่สะพานข้ามแม่น้ำทูโบน ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่แล้วเท่าไหร่ เพราะมันมองเห็นกันได้ แต่ต้องปั่นจักรยานข้ามไปอีกเกาะนึง

สะพานนี้เป็นสะพานเหล็กแคบๆ สำหรับรถมอไซด์หรือจักรยานข้ามผ่าน เสียงแตรดังสนั่นตลอดสะพาน เพราะมันบีบไล่คนที่ไปยืนเกะกะขวางทางอย่างเราๆนี่แหละ ฮ่าๆ

ในขณะที่เรากำลังชื่นชมแสงอาทิตย์ลับเขาไป เหลือบไปเห็นพี่ฝรั่งจากเรือท่องเที่ยวปีนขึ้นบนดาดฟ้าเรือ พร้อมโบกมือทักทายพวกเราบนสะพาน เราก็โบกมือกลับ มันก็เป็นโมเม้นตลกๆ นึงในทริปนี้ที่น่าจดจำ

เราปั่นจักรยานกลับเข้าไปในเมืองเก่าเพื่อหาอะไรกินเป็นมื้อเย็น (กินอีกแล้ว) และพบว่า เมืองฮอยอันตอนเย็นเป็นอะไรที่ครึกครื้นมาก คนมาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ เยอะกว่าตอนกลางวันหลายเท่า มีร้านอาหารขึ้นมาตั้งริมทางเดิน ไฟจากโคมส่องแสงสีสันสวยงาม จักรยานนี่ปั่นไม่ได้ละ คนเยอะ ต้องเข็นเอา แหะๆ

แล้วเราก็ได้ร้านอาหารเด็ดดวงสำหรับมื้อเย็นวันนี้ จากการเซิร์ดพันทิป คือแหนมเนืองต้นตำหรับ ชื่อร้าน Bale Well (บาเลเวล) ใครไปลองเซิร์ดดู ร้านนี้ดัง อยากให้ทุกคนได้ลองจริงๆ เดินเข้าไปจะไม่มีเมนูให้นะ เค้าถามแค่ว่ามากี่คน แล้วซักพักก็มีอาหารมาเสริฟอยู่ตรงหน้าเลย พอถึงตรงนี้เราจะทำหน้างงๆ พอเค้าเห็นเราเอ๋อๆงงๆปุ๊ป เค้าก้จะเข้ามาพันแป้งเป็นตัวอย่างให้ทำตาม หยิบแป้งคีบผักวางหมูไรงี้ แต่เราก็ทำไม่ค่อยสวยเหมือนเค้าทำอะ เอาเป็นว่า เราชอบมาก มาเวียดนามอีกก็จะกินอันนี้อีก

ปิดท้ายวันด้วยคาเฟ่ดาดฟ้าริมน้ำกับเบียร์ลาลูเย็นๆพร้อมขอน้ำแข็งมาด้วย (คนที่นี่ไม่กินเบียกับน้ำแข็งเหมือนไทยนะ) แล้วเข้านอนอย่างสบายใจ และจบไปหนึ่งวันอันยาวนาน

BEACH HOUSE

เช้าวันนี้เราจะย้ายที่พักไปอีกที่นึง ไปชิลๆ ริมทะเลซักหน่อย เพราะเค้าว่ากันว่าทะเลที่นี่ดังในหมู่ชาวเวียดนาม (ไปเอามาจากไหนนนนน)  เราได้มอไซด์มาหนึ่งคันในราคา 100,000ดอง จากร้านขายทัวร์แถวๆ Bus Station เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนมาคืนรถจะได้เดินขึ้นรถบัสกลับดานังได้เลย

the Happy Bird B&B 

เราเจอที่พักนี้จาก Airbnb เป็นที่พักน่ารักๆ ออกจะฮิปปี้นิดนึง มีแค่ 3 ห้อง (เจ้าของเป็นฝรั่งหล่อมาก แต่อยู่กับแฟน 555) ตั้งอยู่หาด An Bang Beach ห่างจากเมืองเก่าประมาณ 4 กิโล ห่างจากเมืองดานังประมาณ 26 กิโล ยอมจ่ายแพงนิดหน่อย เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ทะเล และเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองเก่าบ้าง ถึงห้องจะไม่มีแอร์แต่โซนนี้เก๋ไม่เบา ยังมีอีกหลายที่พักย่านนี้ ก็ตกแต่งชิคๆแบบนี้ เราว่าน่าอยู่กว่าในเมืองเก่าอีก

ถ้าไม่อยากเช่ามอไซด์ ก็สามารถเรียกแทกซี่มาจากเมืองเก่าก็ได้ 4 กิโลเอง เรียก Grab ไม่กี่บาทค่ะ

จากที่พัก สามารถเดินไปทะเลได้ อาจจะไม่ติดหาด เปิดประตูมาเจอทะเลอะไรขนาดนั้น เพราะโซนนี้เป็นฝั่งหมู่บ้าน แล้วมีป่าคั่นระหว่างหมู่บ้านกับทะเลอีกที ตอนเดินออกไปนี่เหมือนทางไปหาดแห่งความลับ เห็นน้ำทะเลวิบวับอยุ่ข้างหน้า แต่จริงๆไม่ใช่หาดลับค่ะ เห็นหาดกว้างเป็นสิบๆโล ที่พักเมิงนี่แหละ ที่ลับ ฮ่าๆ

On the beach

ภูมิประเทศฝั่งตะวันออกตลอดเหนือจรดใต้ของเวียดนามมีพื้นที่ติดทะเล คนเวียดนามก็เลยจะผูกพันกับทะเลเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องอาชีพ อาหาร และการพักผ่อน

ในช่วงเช้า ริมหาดจะเต็มไปด้วยเรือประมงที่เพิ่งกลับมาจากหาปลา ทยอยนำกุ้งหอยปูปลาที่หาได้ขึ้นฝั่งมาขาย โดยใช้เรือกระด้ง หรือ busket boat ขนจากเรือใหญ่มาบนฝั่ง แม่ค้าก็จะมารับไปขายต่อที่ตลาดอีกที บางทีก็ปูพื้นขายตรงนั้นเลย

พอเข้าช่วงสายๆ บ่ายๆ คนจะซาลง มีแต่ฝรั่งนอนอาบแดด จิบน้ำมะพร้าวแทน เราสองคนตกลงกันว่าช่วงบ่ายจะไปหาที่นั่งชิลริมทะเลกัน

นอกจากเมืองเก่าอัน เราว่าที่นี่แหละ ที่เหมาะจะเป็นจุดท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งที่ควรแวะ ถ้ารักการพักผ่อนอะนะ เพราะมันโคตรชิล มีร้านอาหาร บาร์ เก้าอี้ชายหาด เปลริมทะเล เรียงเกือบตลอดทั้งหาด(หาดติดกันยาวมาก เป็นกิโล) ขับมอไซด์วนเลือกจุดจอดได้เลย

ช่วงที่เรามาคือช่วง Dry season เดือนมีนา-กันยายน แดดดี แดดแรง น้ำทะเลสีฟ้านิ่ง แบบที่เรามานี่แหละ เหมาะกับเล่นเรือใบ พาย Paddle board ส่วนหลังจากนั้นจะเริ่มเข้าฤดูฝน Wet season อากาศไม่ร้อน มีลมแรง มีคลื่นสูงพอจะเล่นเซิร์ฟได้ แต่แบบเบาๆนะ คือเที่ยวได้ทั้งปีเลยแหละ

ในตอนเย็น เราเลือกที่จะไปปักหลักอยู่ที่ the desk house ซึงเป็น Beach Bar ชื่อดังใน An bang Beach ตั้งอยู่ในโซนหลักที่มีร้านอาหารริมทะเลเยอะที่สุด และร้านนี้ก็เก๋ที่สุดด้วย

Bastket Boat Table เรือกระด้งเวียดนามที่ผันตัวมาเป็นโต๊ะชิคๆในร้านนี้

ยิ่งตกเย็นมากขึ้น แดดร่มลมตก คนก็มาหาดเยอะขึ้น เยอะขึ้น เยอะขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มตกใจ แอบปนตื่นเต้นนิดๆ เพราะเมื่อตอนบ่ายๆ แทบไม่เจอคนเลย จนนึกว่าเป็นหาดร้าง นี่ไปแอบอยู๋ที่ไหนมาวะคะเนี่ยยย แต่คนก็จะเยอะเฉพาะโซนนี้เท่านั้นนะ เพราะมี life gaurd พอเลยทุ่นแบ่งเขตไป คนก็จะเบาบางลงละ

เราสองคนก็เลยลงไปเดินที่หาด สังเกตคนเดินผ่านไปผ่านมา มีทั้งคนเวียดนาม  ฝรั่ง เกาหลีก็มี แต่ 80-90% เราว่าเป็นคนเวียดนาม และส่วนใหญ่มากับเพื่อนฝูง ความน่ารักมันอยู่ตรงที่มีร้านนั่งยองมาตั้งโต๊ะขายด้วย พร้อมเสื่อปูให้นั่งชิลริมหาด ถ้ามันตั้งอยู่ในเมืองก็จะเรียกว่า  Street food แหละ แต่นี่อยู่บนชายหาด จะขอเรียกว่า Beach food แล้วกัน

เสื่อชายหาด ที่แต่ละครอบครัวลงพื้นที่จับจอง

ที่หาดนี้จะไม่ได้มีพระอาทิตย์ตกดินให้ดู แต่จะมีแสงส้มๆนัวๆจากพระอาทิตย์อีกฝั่งนึงแทน แล้วถ้ามองเรียบหาดไปจนสุดอ่าว จะเห็นเมืองดานังและทิวภูเขา ที่อยู่ไกลออกไปกว่า 26 โล ซึ่งเดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปกัน ส่วนคืนนี้ไปนวดดีกว่า

Danang City

มาถึงวันที่ 3 แล้ว เราเช็คเอ๊าออกจากที่พักแสนน่ารัก คืนมอไซด์แล้วตรงไป Bus station เราเลือกนั่งบัสเพราะอยากลองประสบการณ์แบบโลคอลดูบ้าง รถบัสจาก ฮอยอัน – ดานัง สีเหลืองสาย 1 ออกทุก 40 นาที เริ่มตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง จนถึง 5 โมงครึ่งตอนเย็น ใช้เวลาประมาณ 20-30นาที ราคาตามป้ายเขียนว่า 17,000d แต่เค้าเรียกเก็บเราคนละ 30,000 เฮอๆ ได้ราคานักท่องเที่ยวเฉยยย

ที่พักที่เราเลือกวันนี้เป็นโฮสเทล อยู่ไม่ไกลจากจุดลงรถบัส กลางเมืองดานัง (ไม่ใช่ bus station นะ) ชื่อ Memory hostel เลือกเพราะความน่ารัก ประหยัด และสะดวก เพราะมันไม่ไกลจากสนามบิน แถมมีมอไซด์ให้เช่าด้วย

นี่จะเป็นการขี่มอไซด์ในเมืองครั้งแรก ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าระเบียบการจราจรแย่ที่สุดที่เคยเห็นมา มีไฟแดง แต่ไม่ค่อยทำตามกันเท่าไหร่ มีวงเวียนที่รถแต่ละคันไม่ได้เวียนไปทางเดียวกัน (แล้ววงเวียนมันจะมีประโยชน์อย่างไรวะคะ) และแต่ละคันก็บีบแตรอยู่นั่นแหละ บีบหาอะไรอะ แต่ก็เอาน่ะ ลองเพื่อให้รู้

แต่พอเอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ มันมีเซ้นส์ของมันอยู่ มีความระวังตัวมากขึ้น พอขับตามๆคันหน้าไปก็ง่ายดี พะวงแค่ไม่ชนคันหน้าก็พอ เดี๋ยวคันหลังก็จะมาพะวงเราเอง

และนี่คือยูนิฟอร์มของผู้หญิงเวียดนาม เมื่อขับรถมอเตอร์ในตอนกลางวันค่ะ เรียกได้ว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เป็นนวัติกรรมป้องกันแดดตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย ในรูปนี้ยังขาดถุงมือ และฮู๊ดดี้ปิดท้ายทอยอยู่ค่ะ

เราเปิด TripAdviser เพื่อที่จะหาร้านแหนมเนืองในตัวเมืองดานังกิน จนมาเจอร้านนี้ Thien ly เซิร์ดแล้วขับมาตามแผนที่เลย ในเมนูจะมีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก เหมือนแค่เลือกว่าอยากกินใส้แหนมเนืองแบบไหน เราก็เลือกแบบสามชั้นมา กับบะหมี่เครื่องใน เรื่องซอสอาจต้องผสมๆ กันหน่อย เพราะน้ำจิ้มแต่ละชนิด พ่อครัวปรุงเครื่องหนักมือมาก แต่คนเวียดนามน่าจะชอบแบบนี้ล่ะมั้ง

Bike trip

หลังจากเก็บของเข้าที่พัก แวะกินข้าวอะไรเสร็จเรียบร้อย วันนี้เราจะแว๊นไปจุดชมวิวกลางภูเขากัน

มีคนแนะนำให้เช่ามอไซด์ขับไป Sontra peninsula เป็นแหลมเขายื่นไปในทะเล และมันมีถนนลอยฟ้าเรียบหน้าผากับทะเลที่ว่าสวยมากๆ เป็นรูทวงกลมขึ้นทางนึงกลับอีกทางนึง ระยะทางประมาณ 40 กว่าโล ทางค่อนข้างชัน ถ้าเป็นมอไซด์ต้องมีเครื่องแรงด้วยนะหากจะซ้อนสองกันมา เดี๋ยวได้ลงไปเดินแบบเรา ฮ่าๆๆ (เตือนแล้วนะ) อ้อ อย่าลืมเติมน้ำมันให้เกินครึ่งถังเผื่อไว้ด้วย น้ำมันหมดกลางทางจะไม่สนุกเอา เพราะข้างบนไม่มีที่เติมน้ำมันเลย

ถ้าใครไม่อยากขับมอไซด์หรือขับไม่เป็น ที่โรงแรมจะมีแพคเกตทัวร์ One day Trip ขาย นั่งรถจิ๊บคูลๆ หรือรถยนต์สบายๆขึ้นมาได้ แต่ถ้าชอบ Adventure หน่อย ก็ตามเรามาเลย

ที่จุดพีคของ Son tra Mountain หรือเรียกอีกชื่อว่า Monkey Island (เค้าว่ามันมีลิงจริงๆนะ แต่เราไม่เห็นอะ) ห่างจากตัวเมืองประมาณ 23 กิโล เราใช้เวลาทัวร์ที่นี่ครึ่งวัน ไปจบที่พระอาทิตย์ตกดินพอดี ขับจอดแวะ ไปเรื่อย ในรูทเรา มีจุดให้ลงไปชมวิวประมาณ 3 จุด แต่เราจอดลงไปถ่ายเองเหมือนจะเยอะกว่า ฮ่าๆ

บนจุดสูงสุด เราสามารถชมวิวได้ 360 องศา มองเห็นท้องทะเลกว้างใหญ่ เกาะเล็กเกาะน้อย เห็นเมืองดานัง อ่าวดานังไกลไปสุดลุกหูลุกตา มองเห็น An Bang beach ที่เราอยู่เมื่อวานด้วยหละ มันสวยมากกกกก รู้สึกคุ้มละที่มาทริปนี้

พอหมดช่วงภูเขา ก็ถึงทางเรียบทะเลที่สวยที่สุดแล้ว ตรงนี้จะเห็นวิวเมืองดานังอีกเหมือนกัน แต่พีคกว่าตรงที่ด้านหน้าเป็นอ่าวดานัง ด้านหลังเป็นแสงพระอาทิตย์ กำลังจะลับขอบฟ้าไป จำได้ว่าวันนั้นเราสองคนพูดคำว่า “หูยยยย สวยมากกก” “จอดๆๆ โคตรสวย” “สวยยยเชี่ยยยยยยย!” เป็นสิบๆรอบได้อะ

ถนนเส้นที่เราขี่กันมันก็จะไต่ๆเขาไปแบบนี้แหละโค้งไปโค้งมา ตรงช่วงทะเลเราจะผ่านทั้งหมด 6 อ่าว

แต่ก่อนจะกลับเราแวะไปกินข้าวริมหาด ที่อ่าว Bai Nam เป็นร้านอาหารที่ยื่นลงไปในทะเล ต้องจอดริมถนนแล้วเดินลงบันไดไปอีก อย่างชัน แต่พอลงไปถึงก็ชิลดีนะ จะนั่งกินในศาลา หรือกระต๊อบน้อยริมหาดก็ได้ แถมมองเห็นวิวเเมืองเปิดไฟ ดูครึกครื้นกันเชียว

ถ้าจะให้แนะนำ การมานั่งร้านริมทะเลควรมาตอนกลางวันมากกว่า จะได้มาเล่นน้ำ ดำน้ำด้วย ของเรามาตอนเย็น มืดเร็ว ไม่มีเวลาเล่นน้ำ มีแต่เวลากิน ฮ่าๆ ความหิวครอบงำมากตอนนั้น สั่งชาบูซีฟู๊ดชุดใหญ่ กินจนเจ๊เจ้าของฝากปิดร้านให้ด้วย  ถามว่าอร่อยมั้ย ไม่อร่อยค่ะ แต่วิวโอเค คราวหลังมากินแค่น้ำปั่นก็พอ

Have a good night

เราขับกลับเข้ามาในเมืองก็มืดพอดี ก็เลยแวะข้ามสะพานมังกรซักหน่อย เห็นตั้งแต่ตอนอยู่บนเขาแล้ว เห็นโดดเด่นมาแต่ไกล สะพานมังกรนี้เพิ่งเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2556 เพื่อฉลองอิสรภาพของเมืองดานังจากฝรั่งเศษ    ตัวมังกรมีขนาดใหญ่และยาวตั้งแต่หัวสะพานยันปลายสะพานระยะทาง 666 เมตร มีตาเป็นรูปหัวใจด้วย และในทุกๆเสาอาทิตย์ เวลา 3 ทุ่ม สะพานแห่งนี้จะมีการโชว์มังกรพ่นไฟ ซึ่งจะมีคนมารอชมเป็นร้อยๆเลย ถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในเมืองดานัง ที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกวันๆ

บริเวณโดยรอบของสะพานก็ครึกครื้นมากเพราะมีร้านรวงมาขายของเยอะแยะ มีรถมาขายไอติมกันบนสะพาน และมีบริการถ่ายรูปกับโปเกม่อนด้วย ตลกดี

สำหรับคืนนี้ เราปิดทริปด้วยการไปนั่งบนดาดฟ้าโฮสเทลชิลๆ มองวิวสะพานเพลินๆ กับเครื่องดื่มเย็นๆ เท่านี้ ก็จบทริปได้อย่างสวยงาม กับ 3 คืน 3 วันที่ดานัง ที่ไม่นับวันพรุ่งนี้เพราะเป็นวันบินกลับ ไฟลท์เที่ยงครึง ขอตื่นสายๆเลยแล้วกัน ฮ่าๆๆ

Good bye

สำหรับเช้าวันสุดท้ายนี้ ขอปิดท้ายด้วย ภาพพระอาทิตย์ขึ้น(ขึ้นไปนานแล้ว) จากนุ้งฟางเพื่อนร่วมทริปที่ตื่นเช้ามาก ตั้งแต่ 4 เพื่อไปเก็บภาพบรรยากาศริมชายหาด My Khe Beach หาดที่ฮอตที่สุดของเมืองดานัง แล้วนางก็พบว่า พระอาทิตย์ขึ้นเร็วมาก และคนดานังก็ตื่นเช้ากันมากๆเช่นกัน

ภาพนี้คือเวลาตี 5 ที่หาด My khe ตอนนั้นเรายังนอนหลับไม่รู้เรื่องเลย แต่คนอื่นตื่นกันทั้งเมืองแล้วมั้ง

ขากลับเราเป็นสายการบินแอร์เอเชียเหมือนเดิม บินเที่ยงตรง 12.00 น. ไปถึงกรุงเทพ 13.30 น. เราเช็คเอ๊าแล้วออกไปสนามบินตอน 10 โมง ก็ยังทัน เพราะที่พักใกล้สนามบินมาก ไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงแล้ว เรียกแทกซี่ผ่าน Grab Taxi ให้มารับที่โฮสเทลได้เลย

ยังมีอีกหลายที่ในดานังที่เรายังไม่ได้ไป เช่น สวนสนุก Bana Hills หรือ ปราสาท my son หรือจะดำน้ำที่ Cham Island ทัวร์เรือกระด้งผ่านป่าชายเล่น หรือไปเที่ยวเมืองเว้ อีกเมืองมรดกโลกที่สนใจเหมือนกัน ด้วยความที่เราเที่ยวแบบอยู่ที่นึงทั้งวัน ให้เวลากับแต่ละสถานที่ที่นึงเยอะๆ ทำกิจกรรมแล้วสนุกกับมัน  มากว่าไปเก็บแลนด์มาร์คให้ครบในทริปเดียวแต่ได้รู้จักสถานที่นั้นแบบพอผ่านๆไป เพราะเราว่าประเทศเวียดนามไม่ได้อยู่ไกลประเทศไทยเลยเลย จะมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่พวกเราไปเชียงใหม่ ภูเก็ตอยู่บ่อยๆ แอร์เอเชียก็มีบินไปทุกวันอยู่แล้วสบายจะตาย ฮ่าๆ

หาข้อมูล อ่านรีวิวเยอะๆ แล้วเลือกสิ่งที่เหมาะกับเรา การไปเที่ยวแต่ละทีจะได้คุ้มค่า และได้ความสุขกลับมา

 

แล้วเจอกันทริปหน้าค่ะ

ต้นอ้อ

 

Special Thanks : Air Asia Thailand
Photographer : ฟางฐา อารมณ์นิยม

 

Comments

comments

Be First to Comment

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.