OKINAWA family roadtrip | พาพ่อแม่ขับรถเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ที่ “โอกินาว่า”

“ความฝันเล็กๆของลูก
คือการได้พาพ่อแม่ไปเที่ยว”

….

ยังจำได้ดี
สมัยที่พ่อแบกเราขึ้นหลัง ไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณ ตั้งแต่ชั้น1 ถึงชั้น 7
สมัยที่แม่พาไปเล่นบานาน่าโบ้ทครั้งแรกที่หาดบางแสน 2
สมัยที่พาไปตั้งแคมป์ในป่า อาบน้ำในคลอง
จุดฟืนทำอาหาร และนอนผิงไฟดูดาวตก
เป็นทริปที่ต้องมีทุกๆปี ตั้งแต่จำความได้
แต่หยุดไปตั้งแต่ตอนไหนกลับจำไม่ได้

นานแค่ไหนแล้ว
ที่เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน…

….

เดือนที่แล้วพ่อบ่นว่า อยากไปต่างประเทศ แม่ก็บ่นว่า วันลาเหลือตั้ง 10 วันยังไม่ได้ใช้เลย ตีความได้ว่า  “พาพ่อแม่ไปเที่ยวทีสิจ๊ะ อิอิ” 555

ประจวบเหมาะกับ ไปเจอตั๋วลดราคา จาก traveloka  ไปกลับโอกินาว่า เมืองทะเลญี่ปุ่นที่อยู่ใน bucket list ของเราอยู่แล้ว ในราคาแค่ 4000 บาท  เลยเอ่ยปากชวนพ่อแม่ทันที

“งั้นญี่ปุ่นมั้ยหละ เดี๋ยวหนูพาไป”

ว๊ายยย หน้าใหญ่ สายเป (แซวตัวเอง) ไม่มีใครขอให้จ่ายเลย แต่โชว์พาวจ่ายให้  แล้วแอบไปกินแกลบหลังบ้าน 555 แต่เอาน่ะ นานๆทีได้เลี้ยพ่อเลี้ยแม่  นางจะได้เอาไปโม้เพื่อนบ้านต่อได้นานๆ ว่าลูกพาไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยแหละ คิคิ

การเตรียมตัวก่อนไป “โอกินาว่า”

การเตรียมตัวไปกับผู้ใหญ่วัยเกษียญอายุนี่ ต้องวางแผนเยอะหน่อย จะมา Backpack เหมือนที่เราเที่ยวปกติไม่ได้นะ โบกรถบัส ต่อรถไฟ เดินเป็นกิโล อย่างนี้แม่น่าจะไม่ปลื้ม

1.การจองตั๋วเครื่องบิน

ปกติเราใช้ traveloka เป็นประจำอยู่แล้วในการเดินทางในภูมิภาคเอเชีย เพราะมันใช้ง่ายสุด เข้า Application เดียว เทียบราคาแล้วจองได้ทุกสายการบิน ราคาที่โชว์ก็เป็นราคาไฟนอล ไม่ต้องเสียเวลามาบวกภาษี บวกค่าจิปาถะเพิ่มอีกให้งงงวย แถมการจ่ายเงินก็สะดวกกว่า มีโปรโมชั่นเรื่อยๆ เราเคยจองไปบาหลีได้ลดราคาเกือบพัน จากโปรหน้าฝน และโปรบัตรเครดิตกรุงศรี  เราใช้จริงและอยากแนะนำจริงๆ ว่าคนขี้เกียจและขี้งกเนี่ย ควรมีติดเครื่องไว้เลย 555

https://www.traveloka.com/en-th/

2.ประกันการเดินทาง

อันนี้ขาดไม่ได้จริงๆ หากเป็นอะไรขึ้นมาที่ญี่ปุ่นนี่ อาจทำให้ล้มละลายได้เลย พ่อแม่อายุมากแล้วยิ่งเสี่ยง ก็ต้องทำให้ค่ะ มันไม่ได้แค่ประกันอุบัติเหตุ แต่เอาไว้ประกันเวลาเครื่องดีเลย์ กระเป๋าไม่มา รวมถึงความเสียหายจากรถเช่าด้วย เพราะทริปนี้เราจะเช่ารถกันค่ะ

ซื้อประกันการเดินทาง เลทสุด 2 ชั่วโมงก่อนบินออกจากประเศไทย 

https://www.msig-thai.com/th/home

3.เช่ารถ

เพื่อความสะดวกสบาย ทริปนี้เราจะเป็น Roadtrip ขับรถเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว เช่ารถ 7 ที่นั่ง เดินทางกัน 5 คน พ่อแม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ และเราขับ นั่งสบายเลย แถมยังเหลือที่เก็บกระเป๋าใบใหญ่ด้วย เราเช่ารถก่อนมากับ Mindtrips ซึ่งจองได้ง่ายๆ ด้วยการโทรไปที่ 02-6128555 เหมือนเป็นเอเจนซี่ที่เค้าจะจัดการให้ทุกอย่าง รวมถึงให้คำปรึกษาด้วย โดยเราต้องเลือกขนาดรถ ตามจำนวนคนนั่งและกระเป๋าเดินทาง หลังจาก confirm ทุกอย่าง เค้าจะส่ง voucher ทางเมล แล้วปริ้นออกมารับรถที่บูส toyota rent a car สีเขียวๆ หลังจากลงเครื่องได้เลย

ความพิเศษเมื่อจองกับ mindtrips เพราะเค้ามีประกันคุ้มครองรถและคนให้ด้วย หากเกิดอะไรขึ้นมา ซึ่งในทริปนี้ ก็ได้ใช้ประกันจริงๆฮ่าๆๆ จากการขับไม่ดูตาม้าตาเรือของตัวเอง ไปขูดกำแพงอีท่าไหนไม่รู้ตัว ครูดหน้ารถเป็นแถบเท่าฝ่ามือ แบบถ้าจ่ายเองก็น่าจะโดนหลักหมื่นอยู่ และยังโทรไปปรึกษาได้อีก

นอกเหนือจากการเช่ารถ เว็บไซด์ https://www.mindtrips.com/ ยังมีบริการอื่นๆที่ตอบสนองคนอยากเทีย่วเองด้วย ทั้งตั๋วรถไฟ รถรับส่งสนามบิน และบ้านพักญี่ปุ่นก็ยังมี ลองโทรไปปรึกษาดูเนอะ  02-6128555

4.อินเตอร์เนต

อินเตอร์เนตก็สำคัญ โอ้ยยย มีแต่สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนไปทั้งนั้น เราเช่า Pocket Wifi กับ TRIPIZEE ไป 3 เครื่อง สำหรับเรา 1 เครื่อง พ่อกับแม่ 1 เครื่อง และพี่ชายกับพี่สะใภ้ 1 เครื่อง เวลาแยกกันเดินชอปปิ้ง จะได้หากันเจอ พ่อแม่พี่ใช้ไม่เป็นอีกจ้าา เลยบอกไว้ว่า จะแยกไปไหนก็ตาม ต้องอยู่กับคนที่พก pocket wifi นะ pocket wifi ของ Tripizee สัญญาณที่ญี่ปุ่นก็ดีมาก เนตเร็วจริงๆ สามารถรับและคืน ที่สนามบินสุวรรณภูมิได้เลย
จองได้ที  https://www.tripizee.com/th
ติดต่อสอบถามที่ https://www.facebook.com/tripizee/

5.ที่พัก

เราจองที่พักไว้ทั้งหมด 5 คืน 1-2 คืนแรกเป็นบ้าน Beach House ริมทะเลเมือง Motobu คืนที่ 3-4 เป็นอพาร์ทเม้น 2 ห้องนอน ในเมือง Okinawa ส่วนคืนสุดท้ายเป็นวันชอปปิ้ง แล้วพักในโรงแรมติดถนน Kokusai Shopping Street กลางเมือง Naha
ทั้หมดนี้เราจองผ่าน Airbnb เพราะอยากได้บ้านพักหรืออพาร์เม้นที่มีห้องครัวและอุปกรณ์ครัวพร้อม ก็เลยต้องเป็นบ้าน ส่วนโรงแรมคืนสุดท้ายจองใน Booking.com ค่ะ

DAY 1 กรุงเทพ – โอกินาว่า

เราออกจากสุวรรณภูมิไฟล์ตี 2 กับ Peach air แล้วมาถึงตอนเช้าพอดี นอนกันข้ามคืนบนเครื่องบินเลย แน่นอนว่ามันจะเพลียมากๆ  แต่เราต้องมารับรถกันก่อน ที่สนามบิน ให้มองหาบูส Toyota Rent a car มีป้ายเขียวๆ แล้วเจ้าหน้าที่จะพาทุกคนขึ้นรถตู้ไปออฟฟิสอีกที ประมาณ 5-10 นาที ไม่ไกลๆ เราจะมาเซ็นเอกสารและรับรถกันที่นี่

รถที่เราจอไว้คือ รุ่น W1 Toyota wish 1800cc นั่งได้สูงสุด 7 ที่นั่ง มากัน 5 คนก็พับที่นั่งที่เหลือไว้เก็บกระเป๋า จะมีเจ้าหน้าที่มาอธิบายการใช้รถ การใช้ GPS และเรื่องทั่วๆไปแหละ เค้าพูดภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว แต่แค่สำเนียงจะฟังยากนิดนึง 555 การใช้ GPS ที่นี่จะง่ายกว่าตรงที่ เรากดตามเบอร์โทรได้เลย แล้วมันจะมีลิสเส้นทางให้เลือกว่าจะเอา แบบเร็วที่สุด แบบระยะใกล้สุด แบบขึ้นทางด่วน แบบถนนโลคอล อะไรก็ว่าไป ใช้เวลาเรียนรู้นิดนึง กว่าจะเข้าใจ 555

หลังจากได้รถมา ก็รีบบึ่งไปยังที่พักเลย

Paparagi Oukoku Beach House ห่างจากสนามบินประมาณ 1 ชั่วโมง บ้านนอกมากๆ บอกไว้ก่อน 555 ที่เราจองไว้ เป็นบ้านพักริมทะเล 2 ชั้น มีทั้งห้องครัว ห้องนั่งเล่น ระเบียง บาบีคิว 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ห้องอาบน้ำ ในราคาประมาณ 7500 บาท อยู่ในงบพอดี และมันน่ารักมากกกกก ถูกใจแม่เลย

และสิ่งที่ทำอย่างแรกเลยคือ การนอน 555
จากภาพ พวกเรากำลังนอนเอกเขนกกระจายตัวทั่วชั้นล่าง จริงๆคือห้องนอนจะอยู่ชั้นสอง แต่ชั้นล่างก็มีฟูกเผื่อไว้ให้ เราเลยเอามาปูนอน รวมๆแล้วทั้งบ้านนี้จะนอนได้ทั้งหมด 10 คน

ในวันแรกพวกเราจะชิลๆ ไม่ได้มีแพลนทำอะไร แค่ขับรถเล่นรอบๆ ทำมาม่า พาพ่อแม่แวะซูปเปอร์มาเก็ต พากินไก่ปิ้งแห่งแฟมมิลี่มาร์ท(ของโปรดเรา)  ดูความเป็นระบบและระเบียบของที่นี่ ลองคุยกับแคชเชียงี้ ให้เห็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเค้าซักหน่อย

บ้านพัก Beach House นี้อยู่ไกลจากซุปเปอร์หลายกิโล เลยต้องตุนสเบียงเอาไว้

เวลาได้เข้าซุปเปอร์นะ แม่จะลัลล้าเป็นพิเศษ เหมือนนางสนุกกับการชอปปิ้งวัตถุดิบใหม่ๆไปทำอาหารอะ ซื้อข้าว ซื้อผัก ซื้อเนื้อ เอาไว้ทำอาหารในวันถัดๆไป ส่วนพี่ชายเราก็หยิบแต่เบียร์มาลองจ้าาา เต็มตู้เย็นเลย

ชอบความมาเที่ยวเหมือนอยู่บ้าน และจัดกระเป๋าเหมือนจะออกไปตั้งแคมป์ในป่า เพราะเอาเครื่องปรุง พริก น้ำปลา มะนาว แจ่วบองมาด้วย 555

นี่ก็เหมือนตู้เย็นที่บ้านเลย 555

ส่วนมื้อเย็นสำหรับวันแรก เราพาไปลองกืนปิ้งย่างเนื้อวากิว ของดีขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่น ใครได้ลองก็ติดใจกันทุกคน อาจจะแพงหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในงบ เพราะเมื่อกลางวันเรากินมาม่า 555

ร้าน Yakiniku Motobu Bokujo
เปิด 5 โมงเย็น
มีทั้งเนื้อรวมเซตละ 7500 หรือสั่งเนื้อแยกตามเกรด ราคาเริ่ม 2000-15,000 ต่อจาน

DAY 2 TO THE NORTH

เอาหละ เช้าวันใหม่  พวกเรายังชิล และความขี้เกียจก็เข้าครอบงำตั้แต่วันแรก เพราะบรรยากาศที่พัก มันชวนจะให้อยู่แต่ในนี้ให้ได้ 555

อาหารเช้าแบบไทยๆบ้านๆที่แม่ทำ

เริ่มออกเดินทางสำรวจเกาะโอกินาว่ากัน จุดหมายแรก คือ

OKINAWA CHURAUMI AQUARIUM

ที่นี่อยู่ไกลจากที่พักเราไม่กี่โล ขับรถมาชิลๆ มันคืออควาเรียมที่เค้าบอกว่าใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีแทงค์ฉลามวาฬขนาดยักษ์ 2 ตัว แมนต้าอีกหลายตัว ฉลามอีก โอ้ยยยเยอะ ตื่นตาตื่นใจมาก

ความพีคของที่นี่อยู่ที่ ตู้ปลาฉลามวาฬ สุดอลังการ ความฝันของคนรักทะเล คือได้เห็นเจ้านี้แหละ ดำน้ำมาหลายไดร์ว ไม่เจอซักที เลยต้องมาดูที่ Aquarium แทน

ข้างนอกอาคารก็สวยไม่แพ้กัน มองเห็นเกาะรูปทรงประหลาดข้างหน้า แล้วคือทะเลฟ้ามากกกกกกก สวยมาก แดดแรงด้วย จริงๆนอกจากอควาเรียมแล้ว ยังมีโชว์โลมา แมวน้ำ และอีกหลายๆกิจกรรม  แต่พวกเราอยากออกไปดูชายหาดแถวๆนั้นมากกว่า


ใกล้ๆกันนั้นมีหาดที่เรียกว่า Bise หรือแถว Cape Bise นั่นแหละ 
ระหว่างทางจะเป็นอุโมงต้นไม้ ยาวไปเกือบตลอดทาง ไอ้เจ้าอุโมงนี้ก็เป็นแลนด์มาร์คของที่นี่เหมือนกัน

พอมาถึงหาดแล้ว นี่ยอมใจกับความสีฟ้าสะ้อนแสงขอน้ำจริงๆ

มีทางปั่นจักรยานเลียบทะเลด้วย ซึ่งปั่นไปได้จนเกือบถืงควาเรียมเลยมั้ง รวมถึงเส้นทางอุโมงต้นไม้ด้วย

แดดดี ต้องถ่ายรูปครอบครัวซักหน่อย เป็นรูปเดียวที่มีครบคน พ่อ แม่ ต้นอ้อ พี่สะไภ้ พี่ชาย เป็นช่วงเวลาที่ทั้ง อบอุ่นใจ และอบอุ่นกาย(ร้อน)

KEEP GOING 

ขับรถไปกันต่อที่จุดเหนือสุดของเกาะโอกินาว่า เป็นทางเลียบทะเลยาวกว่า 60 กิโลเมตร ระยะทางไกลสุดในทริปแล้ว  ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ

แวะชิมสัปรส ผลไม้เมืองร้อนพันธุ์ญี่ปุ่น และนั่งกินราเมงชมวิวระหว่างทาง

CAPE HEDO

มาถึงแล้ว จุดที่อยู่เหนือสุดของเกาะ เดินเข้าไปอีกประมาณ 50 เมตร

โอโหววว
ชอบเสียงคลื่นตรงนี้มากเลย แรงสะใจ คนชอบทะเลก็จะตื่นเต้นเป็นพิเศษ แต่แม่บอกว่า ที่ไทยก็มี แหลมพรหมเทพอะ 555

เอ้าาา
มันต่างกันอยู่นะแม่ ดูน้ำสิๆๆๆ  มันคือร่องปะการังที่มีรอยคลื่นซัด แอบหวาดเสียวจะตกลงไปอยู่เหมือนกัน
ถ่ายภาพมาโคตร Abtract ผลงานศิลปะที่ธรรมชาติสร้างชิ้นนี้ มันสวยจริงๆ

ขับมาดูแค่นี้แหละ แล้วก็ขับกลับ
ให้ขึ้นชื่อว่ามาเที่ยวโอกินาว่าตั้งแต่เหนือจรดใต้แล้วนะ
พระอาทิตย์ตกดินตอนขากลับพอดี

สวยยยยยย

กลับมาบ้านพัก แวะซื้อเนื้อดีๆ มาทำบาบีคิวกินตรงระเบียงหลังบ้าน และจบวันชิลๆอีกหนึ่งวัน

DAY 3 ANOTHER CAPE

วันที่ 3 เราเช็คเอ้าท์จาก Beach House แล้วเดินทางไปดู Cape Manzamo อยู่มาสามวันไปเที่ยว Cape มา 3 Cape แล้วจนแม่บ่น  มันมีอะไรอีกมั้ยนอกจากไปดูแหลมหินยื่นลงไปในทะเล 555

เอ้าาาแม่ แหลมนี้มันเป็นแลนด์มาร์คเลยนะ เป็นหินรูปช้าง ใครมาโอกินาว่าแล้วไม่ได้มานี่ก็เหมือนมาไม่ถึง ซึ่งที่แม่พูดก็จริง ทำไมมันมีแต่แหลมหว่าาา 5555

แต่ไอ่เราก็ยังคงอินกับความน้ำสีฟ้าอยู่
อยากลงไปเล่นชะมัด แต่ก็ต้องใจเย็นก่อน
พรุ่งนี้ค่อยพาพ่อแม่ไปลงไปดีๆ

เมือง OKINAWA

ขับรถมาที่พักที่ใหม่ เราจองมาจาก Airbnb ชื่อภาษาญี่ปุ่นแต่ภาพห้องสวยมาก เลยลองทักไปเป็นภาษาอังกฤษ โชคดีที่ Ise เจ้าของห้องพูดอักฤษได้ดีมาก  ที่นี่เป็นอพาร์ทเม้นในตัวเมืองโอกินาว่าเลย มี 4 เตียง 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ มีห้องนั่งเล่นและห้องครัวเหมือนเดิม 

ขาดไม่ได้เลยห้องนี้ ความสุขของคุณนายเค้าหละ

ส่วนที่ของพ่อหรอ  ก็ระเบียงสิ

AMERICAN VILLAGE

เพราะว่าบนเกาะโอกินาวะนั้นเป็นที่ตั้งฐานทัพของทหารอเมริกัน อาหารฝรั่งและคนฝรั่งก็เลยเยอะ  ที่อเมริกันวิลเลจก็เป็นศูนย์รวมทหารเมกันเลยหละ เดินไปก็เจอหนุ่มล้ำๆบึ้กๆ 555 แต่จากที่อ่านรีวิวมา เค้าว่าเป็นเป็นย่านชิคๆ ที่วัยรุ่นชอบมาเดิน เหมือนมาเดินสยามอะ มีร้านรวง ดนตรีเปิดหมวก เสื้อผ้า คาเฟ่ บาร์ ชิงช้าสวรรค์

เราก็ปิดท้ายวันด้วยดินเน่อร์กับสเต็กอเมริกันสไตล์ญี่ปุ่นกันที่นี่แหละ

DAY 4 MIYAKI ISLAND

สำหรับวันนี้ยังคงมีจุดหมายปลายทางที่ทะเลอยู่  แต่จะเปลี่ยนไปเที่ยวเกาะกันบ้าง เดี๋ยวทุกคนจะเบื่อวิวแหลมพรหมเทพไปซะก่อน 555 ก็โอกินาว่ามันมีแต่ทะเลอะค่ะ  จะขับไปทิศไหนมันก็เจอทะเลหมด

ระหว่างทางไปเกาะ Miyaki  จะได้ข้ามสะพานที่ยาวที่สุดในเกาะโอกินาว่า มองเห็นคนออกมาเล่นกิจกรรมาน้ำกันเยอะมาก แต่จะเป็นพวก Windsurf / Paddle board กัน  ฝั่งนี้ยังไม่เห็นคนเล่น Surfboard เลย เพราะมันไม่ค่อยมีคลื่น

ระหว่างทาง เจอสะพานก็แวะ

ใครที่ชอบมองทะเลฟ้าๆเนี่ย  มาที่นี่ไม่ผิดหวังจริงๆ

แล้วใครที่บอกว่าทะเลญี่ปุ่นไม่สวยอะ ขอค้านอย่างแรง มันสวยแบบไม่ต้องแต่งภาพเลย (แต่เราใส่ฟิลเตอร์เพิ่มนะ นิดนึง)

IKEI BEACH, Miyaki Island

อ่านรีวิวมา เค้าว่าเป็นหาดชื่อดัง ใครๆก็บอกว่าชิลว่าดี ส่วนตัวเราว่าเฉยๆ สู้หาดแถวแหลมต่างๆไม่ได้ เสียค่าเข้าตั้งคนละ 400เยน อาจจะเป็นเพราะวิวหาด ที่หันไปฝั่งเมือง มันเลยดูรกๆไปหมด

แต่ถามว่านำ้ใสมั้ย? ใส
หาดสวยมั้ย? สวย
ทรายละเอียดมั้ย ก็ละเอียดแบบเม็ดใหญ่ๆอะ
ที่ไทยมีสวยกว่านี้

ถามว่าแล้วลงมั้ย? ลง!!!

หาดปิดประมาณ 5 โมงเย็นก็เก็บของกลับบ้านพัก ก่อนกลับแวะตลาดปลา ซื้อวัตถุดิบไปทำอาหารกินซักหน่อย จะบอกว่าตลาดปลานี่แหละ สวรรค์ของพ่อเค้าหละ ปลาถูกมาก แซลมอนก็ถูกมากกก โดนไปทั้งปลา ทั้งหมึก ทั้งกุ้ง ซื้อเหมือนอดอยากมานาน 555 เพราะวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้นอนบ้านพักแบบมีครัว

ปิ้งย่างทำกินกันที่ระเบียงนั่นแหละ

CAVE CAFE

เวลาล่วงเลยมาจนถึงวันที่ 5 ของทริป เราเดาว่าทุกคนคงจะเริ่มเอียนทะเลกันแล้ว เราก็เช่นกัน 555 เลยแพลนไปนั่งคาเฟ่ชิคๆในถ้ำซักหน่อย

เช็คเอ้าท์อพาร์ทเม้น Airbnb ด้วยการซ่อนกุญแจไว้ในตู้มิเตอร์แก๊สที่เดิม อย่าลืมทำความสะอาดบ้านให้เค้าเหมือนเดิมด้วยนะ  เพราะมันเป็นบ้าน ไม่ใช่โรงแรมค่ะ หลังจากนั้นก็ขับรถลงไปภาคใต้ของเกาะเลยฮะ

ปักหมุดแผนที่ไว้ที่ Gangala Valley จริงๆแล้วมันเป็นทางเข้าไปสำรวจป่าดึกดำบรรพ์ ที่มีร้านกาแฟ 35 เปิดอยู่ข้างหน้าเฉยๆ เอาไว้ให้คนรอคิวเข้า valley แต่พวกเราเสือกมาเพื่อมานั่งชิคๆหน้าถ้ำไง 555 ถามความเห็นทุกคนว่าอยากเข้าไปดูมั้ย ก็ไม่มีใครอยากทำอะไรแล้ว ต้องเสียค่าเข้าแพงด้วย ก็เลยไม่ไป งั้นเข้าตัวเมืองเลยแล้วกัน

อ้อ ลืมบอกว่าไอติมคาราเมลเกลือของ cafe35 อร่อยมากๆๆ

จังหวะนั้นเอง
จังหวะที่เดินกลับไปที่รถ ก็พบว่า รถที่เราเช่ามานั้น
มีรอยขูดใหญ่เท่าฝ่ามืออยู่หน้ารถ!!!!

ช็อคสิฮะ!

โดนตอนไหนก็ไม่รู้ตัว
เครียดเลย กลัวโดนปรับแพง

เลยโทรหาประกัน เค้าก็บอกว่า จะรับเครมให้ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายเกินจากประกันของร้านเช่า เลยติดต่อไปที่ Mindtrips ที่เราจองรถมา ว่ากรณีนี้ต้องทำยังไง ยอมเสียตังค่าโทรข้ามประเทศแหละเว้ย เดี๋ยวคุยไม่รู้เรื่อง (เรามารู้ทีหลังว่ามีเบอร์โทรฟรีในญี่ปุ่นด้วย แหะๆ)

ระหว่างที่เราเคลียเรื่องประกันอย่างเครียด ส่วนพี่ชายกับแม่อะ ตอนนี้มันเตรียมเอาเลขทะเบียนมาซื้อหวยละ ถ้าเสียค่าปรับจะได้มีตังมาจ่าย 555 (แต่ถ้าไม่ถูกหวยก็อีกเรื่องนึง)

สุดท้ายยยย ได้ข้อสรุปว่า ทุกการจองกับ Mindtrips เค้ารวมค่าประกันไว้เรียบร้อยแล้ว แบบครอบคลุมทุกการเสียหายไว้ เพราะฉะนั้นสบายใจได้ ว่าเราจะไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเติม (ถ้าถูกหวยก็แบ่งกันสินะ 555)

NAHA CITY

ขับรถเข้าเมืองกันเลยแล้วกัน เริ่มเห็นความเจริญขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ทุกคนมีความตื่นเต้นกับรถติดและตึกรามบ้านช่องของตัวเมืองมาก เนื่องจากเจอแต่ป่าแต่ทะเลมาหลายวัน  555

SHUJIRO CASTLE

แวะปราสาทซักหน่อย ประวัติความเป็นมาว่ายังไงก้ยังไม่ได้อ่านมา แต่ทางไปปราสาทมีป้ายบอกทางเยอะมาก ก็เลยลองขับตามไป ดั่งอุปทานหมู่ ตอนแรกว่าจะไม่ไป เห็นป้ายเยอะขึ้นๆ อะไปก็ไปละกัน 555

เราเข้าพักที่โรงแรม Hotel WBF art stay  ในคืนนี้ เป็นห้องเล็กๆ เตียงเล็กๆสไตล์ minimal แบบญี่ปุ่นเค้าหละ ความตื่นเต้นมันจะอยู่ตรงการหาที่จอดรถนี่แหละ  คือที่จอดอะ มันก็มีเยอะนะ แต่เราต้องหาที่จอดสำหรับค้างคืนอะค่ะ ต้องส่งคนลงไปถามเค้าเตอร์โรงแรมก่อน คนขับค่อยขับวนๆรอ เพราะถ้าต้องเสียค่าที่จอดชั่วคราวมันจะไม่คุ้ม สรุปเราได้ที่จอดข้ามคืนมาในราคา 800Y ในซอยตรงข้ามกับโรงแรม ลึกๆเข้าไปหน่อย เรากะว่าภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ จะอยู่ที่ถนนนี้แหละ

ถนนชอปปิ้ง Kokusai Street
เป็นถนนชอปปิ้งข้นชื่อของเมือง Naha อยากได้อะไร มีหมด ร้านขอี่ระลก ทั้งร้านดองกี้ที่ขายสากกะเบีอยันเรือรบ  ร้านรองเท้า ABC แบรนด์ยี่ห้อราคาถูกกว่าไทย และอาหารอีกมากมาย

ปิดท้ายด้วย พาไปกิน ชาบูชาบู มื้อเย็น และปิ้งย่างบุฟเฟ่ส่งท้าย  เนื้อย่างญี่ปุ่นคือของโปรดที่ครอบครัวเราติดใจหละ  เลยกินหลายรอบหน่อย รวมถึงทำกินเองด้วย 555

นั่นแหละฮะ ท่านผู้โชมมม
นี่ก็เป็นทริปพาพ่อแม่เที่ยวญี่ปุ่นกันเอง แบบสบายๆ ไปเที่ยวเหมือนอยู่บ้าน ประมาณว่าเปลี่ยนที่นอน 555 ทำอาหารกินเองบ้าง กินอาหารท้องถิ่นบ้าง

แค่ได้ออกไปเที่ยว ได้ใช้เวลากับครอบครัว ไปได้ในที่ที่ไม่รู้จัก ได้เห็นวัฒนธรรมใหม่ๆ เราว่าญี่ปุ่นก็เป็นที่ที่เหมาะมากๆ สำหรับการพาผู้ใหญ่ไป และจะน่าตื่นเต้นมากๆหากเป็นการพาไปครั้งแรก การเช่ารถขับก็เป็นวิธีที่เราคิดว่าสะดวกและสบายที่สุดถ้าจะพาผู้ใหญ่มาอะนะ โดยเฉพาะที่โอกินาว่า  ที่ที่การคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่าเมืองอื่นๆในญี่ปุ่น ถ้าไม่มีรถขับนี่ก็คงจะไม่ได้ไปไหน ไกลกว่าเมืองแล้ว 555

ขอขอบคุณ Mindtrips ทุกข้อมูลสำหรับการเที่ยวเอง / Pocket wifi Tripizee / Traveloka และ Airbnb  ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ทริปเราในครั้งนี้ค่ะ

.

แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้า
ต้นอ้อ และ ครอบครัว

Comments

comments

Be First to Comment

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.