Now everyone can go MALDIVES | มัลดีฟส์ เกาะในฝันที่ใครๆก็ไปได้

เมื่อก่อน เราเคยคิดว่าการมาเที่ยวมัลดีฟส์มันไกลตัวมากๆ เพราะสื่อต่างๆก็อวยไปทาง Luxury Traveling แต่เราเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้แหละว่าหากอยากจะไปแบบงบเบาๆ ดูทะเลสวยๆ ดำน้ำ อาบแดด มันก็เป็นไปได้ไม่ยาก แถมสนุกด้วย  อยากให้มาลองมองมัลดีฟส์ในมุมต่างออกไปดูบ้าง ที่รีวิวนี้

ขอแยกประเภทเกาะในมัลดีฟส์ที่เราสามารถไปพักได้ให้ฟังแบบง่ายๆ คือ
1.Local Island คือเกาะที่มีชาวบ้านอยุ่จริงๆ มีเกสเฮ้าส์ โฮมสเตย์ และรีสอร์ท
2.Resort Island คือ ตามชื่อเลย เกาะที่เป็นของรีสอร์ท มีบังกาโลบนน้ำ ที่ใครมามัลดีฟส์ก็ต้องไปกัน

ครั้งนี้เราเลือกพัก local island ค่ะ เราอยากลองไปมัลดีฟส์แบบไม่เมนสตรีม แบบไม่พักรีสอร์ทบนน้ำ มันน่าจะมีอะไรให้เราสัมผัสมากกว่านั้นเยอะ เราชอบเกาะที่มีคนอาศัยอยู่จริงๆ เพราะมันมีสเน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร ได้สัมผัสบรรยากาศแบบบ้านๆ สิ่งก่อสร้าง สังคม วัฒนธรรม ของที่นั้นๆ ใครจะรู้ว่าที่นี่ค่าครองชีพถูกพอๆกับประเทศไทยเลย โดยเฉพาะใน Local Island มาประเทศเค้าทั้งที จะไม่อยากทักทายชาวมัลดีเวียนกันเลยหรอ

ส่วนเรื่องทะเล ไม่ต้องกลัวไม่สวย เพราะเราว่าทะเลที่นี่มันสวยไปหมดเลยจริงๆ ไม่ใช่แค่ในรีสอร์ทกลางน้ำ ไม่ว่าจะไปอยู่ตรงไหนก็ตาม ทั้งสนามบิน ท่าเรือ  หรือแม้กระทั้งเมืองหลวงที่มีคนอาศัยหนาแน่นที่สุดในโลก อย่าง”มาเล”  น้ำใสสีฟ้าสะท้อนแสง จนแสบตา ต่อให้ไปทะเลมาเยอะแค่ไหน พอมาเจอที่นี่ก็ต้องยอมเค้าหละ

เราเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย บินตรงจากกรุงเทพ – มัลดีฟส์ (Male) ทุกวัน
ขาไป DMK-MLE 9.30 – 11.40
ขากลับ MLE -DMK 12.30 – 19.00
ในราคาย่อมเยา โปรแอร์เอเชีย 2-3,000 บาทต่อเที่ยวนี่สอยเถอะ คุ้มมากอะ ไม่มีที่ไหนบินตรงแล้วถูกกว่านี้อีกแล้วค่าา ถ้าเอามาคำนวนคร่าวๆ ค่าตั๋วเครื่องบิน + ค่าใช้จ่าย 3 วัน 2 คืน ไป 2 คนก็ตกคนละไม่เกิน 20,000 แน่นอน แถมเงินเหลือกลับบ้านอีกเป็นพันๆ หากเงินเหลือ เวลาเหลือ อาจจะบวกอีกคนละ 5000 ไปนอน Water Villa ต่ออีกคืนก็ได้ เราสรุปงบของทริปนี้ให้ดูในท้ายบทความค่ะ

**เวลาที่มัลดีฟส์ช้ากว่าไทย 2 ชั่วโมง ใช้เวลา 4 ชั่วโมงบนเครื่องบิน ขาไปคร่อมช่วงเวลาอาหารกลางวันพอดีด้วย แนะนำว่าสั่งอาหารทานบนเครื่องก็ดีนะ

***อย่าลืมว่าที่นี้ห้ามนำแอลกอฮอล และผลิตภัณฑ์จากหมูทุกชนิด ทุกรูปแบบเข้าประเทศนะคะ

พูดถึงการเตรียมตัวก่อนมา

1.เลือก Local Island ที่ชอบให้ได้ 

เราว่าข้อนี้คือข้อที่ยากที่สุดของเรา เพราะมันมีเกาะเยอะมาก แต่ละเกาะก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง อยากไปทุกเกาะเลย 555 และด้วยเวลาแค่ 3 วัน เลือกได้แค่เกาะเดียว เราเลือกไปเกาะ THULUSDHOO (ตูลุสดู) เพราะไม่วุ่นวาย ที่พักน่ารัก และเป็นสวรรค์ของ Surfer ข้อหลังนี่เราว่าเป็นเอกลักษณ์ของเกาะนี้หละ

เราไม่ได้บอกว่าเกาะที่เราเลือกมันดีที่สุด แต่เราอยากให้เลือกจากสิ่งที่เข้ากับเราที่สุด บางเกาะมีดีที่ครึกครื้นที่พักเยอะ(Maafushi Island) บางเกาะหาดทรายขาวสุด บางเกาะราคาถูก บางเกาะอยู่ใกล้ manta spot/Whale sharks watching บางเกาะธรรมชาติมากมีเต่ามาวางไข่ บางเกาะก็มีประวัติศาสตร์ 

นี่คือข้อมูลสำหรับคนที่สนใจอยากพัก local Island ค่ะ สามารถดูระยะทางจากมาเล เวลาเดินเรือเฟอรี่ จำนวนที่พัก และเฉลี่ยราคาค่าครองชีพ แต่ถ้าอยากรู้ว่าเกาะไหนเป็นยังไง มีอะไรดี ที่พักเป็นแบบไหน ก็เอาชื่อเกาะไปเซิร์ดต่อเอาเด้อ

source : http://budgetmaldives.co/en/how-to-choose-a-local-island-in-maldives/

2.จองโรงแรม 

ทุกๆโรงแรมจะมีบริการเรือ speedboat ไปรับจากสนามบินไปเกาะ ซึงคิดราคาเพิ่มหลายร้อยดอลล่าเพราะต้องเหมาเรา ถ้ามากันแค่ 2 คนก็จะแพงมาก วิธีนี้จึงเหมาะกับการพักบน Resort Island หรือมากันหลายคน เพราะไม่มีเรือสาธารณะเข้าถึง ส่วนของเราจองผ่าน booking.com และคุยกับเจ้าของรีสอร์ทผ่านอีเมล ถามข้อมูลเรือเฟอรี่ ราคา และตารางเวลาให้เค้าแนะนำ เค้าก็จะเตรียมรถมารับจากท่าเรือบนเกาะ เข้าที่พักแบบฟรีๆ ไม่ต้องเดินถึงแม้จะเดินได้ก็เถอะ

3.แลกเงิน 

ส่วนตัวเราแลกเงิน Dollar มาก่อน เพราะรู้ว่าที่นี่ใช้เงินดอลล่าได้ พอถึงสนามบินเอาดอลล่ามาแลกเงินรูฟียาอีกประมาณ $50 เพื่อใช้จ่ายแบบเล็กๆน้อยๆ ค่าขนม ค่าน้ำ ค่าเรือ ซึ่งบางอย่างจ่ายรูฟียาก็ถูกกว่า (1MVR~ 2THB / 1$ ~ 33THB / 1$ ~ 15RFY) และ Local Island ส่วนใหญ่ไม่มี ATM นะ แล้วเกสเฮ้าส์ก็ไม่รับรูดบัตรด้วย นอกจากนอนโรงแรมดีๆถึงจะมี ควรเตรียมตังมาให้พร้อม 

4.Simcard/Internet

ออกจากประตูสนามบิน จะเจอชอปขายซิมอยู่ 2 เจ้า Oreedoo และ dhiraagu มีคนบอกว่า dhiraagu สัญญาณดีกว่า แต่เราซื้อ Oreedoo เพราะถูกว่า ราคา $11 ได้เนต 2GB เล่นเนตได้อย่างเดียว เท่าที่ใช้ในทะเลก็ไม่ตัดขัดอะไรนะ เช็คอินบน sandbank ได้ก็โอเค อยู่แค่ 3 วันเนตเท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว

5.การเดินทาง 

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สนามบินอยู่คนละเกาะกับมาเล ซึ่งเป็นเมืองหลวง มาเลเป็นท่าเรือหลักที่จะไปเกาะต่างๆได้ เราต้องนั่งเรือจากสนามบินไปมาเลก่อน คนละ $1 เรือออกทุก 15 นาที ใช้เวลา 15 นาทีก็ถึงมาเล ทุกๆ Local Island จะมีเรือ Ferry ($2-3/31-46MVR) และ Public speed boat ($25-30) ราคาแล้วแต่ระยะทาง ที่เรือออกตรงเวลามาก เช็คกับที่พักมาให้ดีว่าต้องขึ้นเรือที่ท่าเรือไหน ของเราเลือก ferry ดิ ถูกกว่าเห็นๆ ไปเกาะ Thuludhoo ขึ้นที่ JETTY 1 มีรอบ 9.00 และ 15.30 จะเดินไปก็ได้แหละ แต่เราขึ้นแทกซี่ไปเพราะคิดว่าไกล (จ่ายไป 30MVR)

โน้ตไว้นิดนึงว่า วันหยุดของที่นี่คือ “วันศุกร์” เรือสาธารณะไม่วิ่ง ต้องเป็นเรือเหมาเท่านั้นเด้อ วางแผนกันมาดีๆนะคะ

จากสนามบินมาถึงมาเล ยังมีเวลาให้เราหลั่นล๊าอยู่ในเมืองหลวงได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนจะถึงเวลาขึ้นเรือ ภารกิจเข้าถึงวิถีโลคอลก็เริ่มต้นจากตรงนี้แหละ

มาเล (Male’) 

เค้าว่าเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก เพราะว่าพื้นที่เกาะที่มีจำนวนจำกัดมากๆ ประชากรจำนวน 133,412 คน ในพื้นที่ขนาด 5.8 ตารางกิโลเมตร ลองนึกภาพเกาะล้านที่มีคนเป็นแสนอาศัยอยู่ดู ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่สัมเพ็ง มีซอยเล็กซอยน้อยที่มีร้านค้าและคาเฟ่ซ่อนตัวอยู่ มีรถมอไซด์ที่บีบแตรตลอดเวลา และที่ท่าเรือจากสนามบินก็มีนายหน้ามาขายของเป็นปกติของสถานที่ท่องเทีย่วทั่วโลก ที่ไม่ควรเชื่อใจอย่างเด็ดขาด

แต่เมืองเค้าก็น่ารักนะ สีสันสดใส สไตล์มัลดีเวี่ยน มีทั้งโซนเมืองเก่าและเมืองใหม่ ไฮโซและสลัม

เราแวะเข้าร้านโลคอลร้านนึง มีกำแพงสีฟ้า ใกล้ๆท่าเรือ JETTY 1 ด้วยความอยากรู้ อยากลอง บวกกับความหิว เพราะไม่ได้กินอะไรแต่เช้า ก็เลยเดินเข้าไปกิน มันก็คล้ายๆร้านข้าวราดแกงแหละ จิ้มเอาว่าจะเอาอะไร เราเลือกเป็นผัดปลาอะไรไม่รู้ กับผัดอะไรไม่รู้ 5555 แต่จะบอกว่ารสชาติมันได้อยู่นะ ตอนแรกคิดว่าจะเหมือนอาหารอินเดีย เลี่ยนๆหน่อย แต่ปล่าวเลย มันมีรสชาติกว่า ถูกลิ้นกว่า มีความหวานเค็มเผ็ดดี เสียอย่างเดียวแค่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรรู้แค่ว่าเป็นปลา ทานกับชาร้อนก็อร่อยดี แล้วอิชาร้อนนี่ก็สั่งตามโต๊ะข้างๆ รู้สึกโคตรโลคอลเลยตอนนี้ 

THARIKA 2 คือชื่อเรือที่จะพาเราไป Thulusdhoo ครั้งนี้ ด้วยราคาคนละ $3 (100THB) แต่ถ้าจ่ายรูฟียาจะราคาแค่คนละ 32MVR (60THB) (ทำไมราคาต่างกันอย่างนี้ งงเลย) เรือใช้เวลาแค่ชั่วโมงครึ่งก็ถึงเกาะแล้ว ถือว่าทำเวลาได้ดี เพราะถึงช้ากว่า Speedboat แค่ครึ่งชั่วโมงเอง แถมจ่ายน้อยกว่าตั้งหลายเท่า

Thulusdhoo Island (ตูลูสดู) 

เรียกอีกชื่อว่า Coke’s Island (เกาะโค้ก) เพราะมีโรงงานโค้กตั้งอยุ่บนเกาะนั่นเอง คือฝั่งหนึ่งของเกาะจะเป็นโซนโรงงาน ทั้งโรงงานโค้ก โรงซ่อมเรือ และโรงต่างๆ และอีกฝั่งหนึ่งเป็นโซนที่อยู่อาศัย โรงแรม เกสเฮ้าส์ กลางเกาะเป็นสนามกีฬา โรงเรียน ศูนย์ราชการ เหมือนจะใหญ่นะ แต่ไม่ค่ะ มันเป็นเกาะเล็กๆที่สามารถเดินทั่วได้ถ้าเดินทั้งวัน

VILLA KUDI Guest House

ออกจากเรือปุ๊ป จะเห็นคนชูป้าย Villa kudi ชื่อรีสอร์ทที่เราจองมา เค้าจะพาขึ้นรถไปส่งหน้ารีสอร์ทเลย และในที่สุดก็มาถึงที่พักของเราแล้วววว … เราจองที่นี่แค่ 1 คืน เผื่อว่าอยากเปลี่ยนใจ นอนอีกที่นึงในคืนที่ 2 แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจนอนทั้งสองคืนเลย 

Villa Kudi เป็นเกสเฮ้าส์น่ารักๆ ที่เราเลือกเพราะดีไซน์สวย ดูอบอุ่น อาจจะแพงกว่าที่พักติดหาดในระแวกนี้ แต่มาเทียบดูแล้ว ที่นี่ได้ความเป็นส่วนตัวกว่า มีความอยู่บ้านมากกว่าอยู่รีสอร์ท ถึงแม้จะไม่ได้ติดหาด แต่มันก็เดินไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว

Contact Villa Kudi Guesthouse
https://www.facebook.com/villakudimaldives/
https://www.villakudimaldives.com/

เจ้าของที่พักนี้เป็นคู่รักชาวอิตาเลี่ยน ยังดูวัยรุ่นกันอยู่เลย เค้าเพิ่งมาเปิดรีสอร์ทได้ไม่นาน แต่จะเรียกว่ารีสอร์ทก็ไม่เชิง รู้สึกเหมือนมาอยู่โฮมสเตย์มากกว่า เพราะทั้งสองต้อนรับและดูแลเราดีมาก แอบมีความอินดี้อยู่นิดนึง คือตอนเราจองในเว็บเค้าบอกว่าเหลือแค่ห้องสุดท้ายแล้ว (ทั้งรีสอร์ทมี 4 ห้อง) แต่พอมาถึงมีแค่ห้องเราห้องเดียว ฮ่าๆ ใจจริงเราว่ามันก็ดี ไม่วุ่นวาย แถมจองอีกคืนนึง ยังลดราคาให้ด้วย 555

DOWNTOWN

พาหนะที่เราใช้ในเกาะนี้คือจักรยานคุณป้า กับสองทีนเดินของเรานี่แหละ ในการสำรวจเกาะตูลุสดูแห่งนี้  จักรยานนี้ไม่ต้องไปหาจากที่ไหนเลย วิลล่าคูดี้จัดให้ได้เสมอค่า 

ด้วยความที่เป็นเกาะกลางมหาสมุทรอินเดีย มีพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่ถึงสิบเมตร แค่น้ำขึ้นน้ำลงธรรมดาก็เกือบจะปริ่มๆตลิ่งแล้ว หากว่าพายุเข้าจะทำยังไง คลื่นซึนามิที่ผ่านมารอดได้ยังไง มาดูการออกแบบผังหมู่บ้านของที่นี่กันค่ะ 

ในขณะที่เรายืนอยู่กลางสี่แยก(น้อยๆ) ทั้งสี่ทิศเราจะมองเห็นทะเลเกือบทุกด้าน แปลว่าเมื่อน้ำผ่านมา มันก็จะผ่านไป เหมือนถนนที่สร้างมานี้สามารถเป็นทางผ่านของน้ำได้ คลื่นซัดมาทางเหนือ ก็ไหลออกทิศใต้ คลื่นซัดมาทางซ้ายก็ไหลออกทางขวา มันเลยไม่สร้างความเสียหายมากเท่าไหร่ … เหมือนง่ายมั้ย เออ มันก็ง่ายอย่างนี้แหละ ดูง่ายแต่ฉลาดอะ เค้าปรับตัวอยู่กับทะเลอย่างนี้มานานแล้ว แต่ถ้าถามว่าแล้วตอนนั้นคนไปหลบอยู่ที่ไหน อันนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

สังเกตุว่าบ้านแต่ละหลังจะมีกำแพงสูงปิดตัวบ้านไว้ และเพ้นท์กำแพงเป็นสีๆจนเหมือนเป็นเอกลักษณ์ของ Local Island ในมัลดีฟส์ ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องของการป้องกันคลื่นลมทะเลด้วยรึปล่าว แต่ที่แน่ๆคือ เพื่อความเป็นส่วนตัวของชาวมุสลิม เหมือนอย่างที่เวลาออกนอกบ้านแล้วต้องใสผ้าคลุมค่ะ พออยู่ในบ้านถอดผ้าคลุม บ้านก็ต้องปิดมิดชิดเพื่อไม่ให้คนนอกเห็น (เราเข้าใจถูกมั้ยคะ?) 

และที่นี่มีกฏ ข้อห้ามสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างนึงคือ ห้ามถอดเสื้อหรือใส่บิกินี่เดินร่อนในหมู่บ้านค่ะ ถ้าจะอาบแดด เล่นน้ำทะเลต้องไป Bikini Beach เท่านั้น มาบ้านเค้าก็ต้องเคารพเจ้าบ้านกันด้วยเนอะ (ไม่ใช่แค่ที่เกาะนี้ แต่ทุก Local Island เลยค่ะ)

FOOD & DRINK

ที่นี่ไม่ค่อยมีร้านอาหารท้องถิ่นมากนัก หรือเราหาไม่เจอก็ไม่รู้ 555 ส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหารในรีสอร์ท กลางคืนจะเงียบสงบ มีแค่แสงไฟจากมินิมาร์ทและร้านขายของที่ระลึกไม่กี่ร้าน ประมาณ 2-3 ทุ่มก็ปิดแล้ว บาร์ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีค่ะ มีแต่โค้กและเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอลกลิ่นผลไม้ มันก็อร่อยอยู่นะ ต้องลองๆ

คืนนี้เราฝากท้องไว้กับวิลล่าคูดี้ (ราคา $15 ต่อคน)  Federica และ David จัดเซทพิซซ่ามา 1 ถาด แล้วตามด้วยสเต็กทูน่าแบบที่เพิ่งไปซื้อมาจากชาวประมงเมื่อตอนเย็น สดและอร่อยมากๆ  เรานั่งทานด้วยกัน 4 คน คือเหมือนมาอยู่แบบโฮมสเตย์จริงๆ เจ้าของก็มานั่งกินด้วยกัน ทำความรู้จัก นั่งเม้ามอย นึกถึงตอนไปอยู่โฮสเทลเลย คือพอไม่มีอะไรทำก็ไปนั่งห้องนั่งเล่น ไปหาเพื่อนคุยแก้เบื่อ ตรงนี้ก็แล้วแต่ Lifestyle แต่ละคนด้วยนะ ถ้าคุยไม่สนุกก็คงไม่น่าอยู่ยาว

DAY 2

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ ด้วยอาหารเช้าแบบชิคๆ ขนมปังแยมแอพพลิคอตโฮมเมดจากอิตาลี่ แล้วเตรียมตัวออกไปลุยทริปวันนี้กัน

เราเลือกซื้อทริปจาก Villa Kudi เลย เป็นเรือสปีดโบ้ทส่วนตัว เราดีไซน์ทริปเองได้ว่าอยากไปไหนบ้าง ของเราเลือก ดำน้ำดูเต่า $15 /  Chicken Island $15 / Sandbank $30 มันมีให้เลือกอีกเยอะนะ ดูในโบชัวเอา จริงๆจะเลือกไปแค่ที่เดียวก็ได้แต่อยู่นานๆ มาคนเดียวเรือก็ออก แต่ถ้ามาหลายคนราคาก็จะลดลง ถ้าไปหลายที่เค้าก็ลดให้บ้าง
**ขอแนะนำว่า Sandbank นี่ห้ามพลาดเลย

THE SHADE OF BLUE

ถ้าจะให้พูดเกริ่นทริปแบบสวยๆ อยากจะบอกว่าวันนี้เป็นวันที่เห็นเฉดสีของทะเลมากที่สุดในชีวิต ก็ด้วยความใสของน้ำ ความลึก บวกกับปะการังข้างใต้ และช่วงเวลา สายๆ เที่ยงๆ บ่ายๆ แค่นี้ก็ทำให้สีของน้ำทะเลไม่เหมือนกันแล้ว มหัศจรรย์สีฟ้ามาก

เรานี่ โอ้โหวตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเรือ ตื่นเต้นเหมือนคนไม่เคยเจอทะเลมาก่อน ก็นี่มันมัลดีฟส์นะเว่ยยยย ไม่ใช่ทะเลธรรมดา สวรรค์ของสายทะเลก็คือได้มาสัมผัสทะเลมัลดีฟส์นี่แหละ ยู้ฮู้ววว

SANDBANK

โชคดีมากที่วันนี้ฟ้าเปิด เรานั่งเรือมาที่เกาะหนึ่ง ไม่ไกลจาก Thulusdhoo มาก (คนละ $30) แซนด์แบงค์คือสันทรายกลางทะเล เป็นเหมือนเกาะเล็กๆ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีร่มไม้ ที่มีแต่ทราย สามารถหาได้ทั่วไปในท้องทะเลมัลดีฟส์ฮะ  มันอาจจะร้อนๆนิดนึง แต่ไม่เป็นไรฮะ David พกร่มมาให้ 555 

เราว่าที่นี่คือความพีค หาดทรายสีขาว ตัดกับน้ำทะเลไล่สี มีนกพิราบเป็นพร๊อพ ให้พีคยิ่งขึ้นไปอีก มันโคตรรรรสวยเลย มันคือมัลดีฟส์แบบที่เคยฝันไว้ว่าจะมา และวันนี้ก็ได้มาจริงๆ กดชัตเตอร์อย่างรัวๆๆๆๆ

จริงๆแล้ว SANDBANK มันก็มีอยู่ทั่วๆไปในมัลดีฟส์เลยนะ ถ้าออกจากเกาะ Maafushi ก็จะเห็น sandbank อีกแบบนึง มีพุ่มไม้เบาๆ

 

นกแบบนี้เรายอม

UNDER WATER

มาดูใต้น้ำกันบ้าง เราดำน้ำทั้งหมด 2 จุด จุดแรกก็ตรง sandbank นั่นแหละ เดินลงน้ำไปเลย อย่างเห็นภาพบนๆคืนน้ำสีฟ้ามาก ลงใต้น้ำก็ยังฟ้าอยู่ ตรงส่วนที่พื้นเป็นทราย ใสเหมือนอยู่ในสระว่ายน้ำ และตรงปะการังมีปลาชุกชุมมากๆ เห็นปลาแปลกๆที่ไม่เคยเห็นในไทยเยอะเลย 

 ภูมิประเทศใต้น้ำของที่นี่จะไม่เหมือนที่ไหนๆ เพราะจุดที่ปะการังเยอะสุด สวยสุด ต้องว่ายออกไปจนถึงเหว เราก็ว่ายเลาะขอบเหวนั้นไปค่ะ (คือน้ำตื้นอยู่ดีๆ ก็ลึกลงไปเลยไม่เห็นพื้น ก็เลยเรียกว่าเหว)

อีกจุดนึง ปะการังอาจจะไม่สวยมาก เพราะเราบอกว่า อยากเจอเต่าและสัตว์ใหญ่ เดวิดก็เลยพาไปหา การดำน้ำตื้นมันก็ต้องเลือกแหละ ถ้าอยากเจอเต่าก็อาจจะไม่ได้เจอปะการังสวยๆ อยากเจอ coral garden ก็ต้องยอมไม่เห็นเต่าไป เดวิดบอกว่าอาทิตย์ที่แล้วเจอแมนต้าเรย์ที่นี่ด้วยแบบสน็อคเกิ้ล ฮื้อออ อยากเจอบ้าง

จริงๆแล้วมันมีจุดให้ดำน้ำเยอะมาก แล้วแต่ละเกาะก็จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ทั้งฉลาม แมนต้า เต่าทะเล โลมา ปลากะเบน ส่วนตัวเราว่าสำหรับครั้งแรก เลือกที่ไหนก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ถ้ามาอีกครั้งก็อยากจะมาดำน้ำลึกดู เค้าว่ามัลดีฟส์นี่คือเด็ดที่สุดแล้ว แหล่งรวมสัตว์โลกน่ารักใต้ท้องทะเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

น่าเสียดาย โชคไม่เข้าข้างนิดนึง ที่ไม่ได้เจอฝูงโลมา เค้าบอกว่ามัลดีฟส์สามารถเจอได้ทั่วไปเลยนะ อย่างเกาะ thuludhoo แค่นั่งเรือออกจากฝั่งนิดเดียวก็เจอฝูงโลมาได้แล้ว น้องไม่ออกมาให้พี่เห็นเลยอ่ะ เสียใจ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก แค่เราได้มาสัมผัสน้ำทะเลสวยๆแบบนี้ ก็ประทับใจไม่รู้ลืมแล้ว ไว้รอบหน้ามาใหม่เนอะ

SURFING

กลับมาที่เกาะของเราดังเดิม อย่างที่เราบอกแต่ตอนต้นว่า เลือกมาเกาะนี้เพราะเป็นสวรรค์ของ surfer มีจุดเซิร์ฟที่ดีที่สุดจุดหนึ่งในมัลดีฟส์ ชื่อว่า Coke Beach และอีกหลายจุดใกล้ๆกัน บริเวณชายหาดเลยมีหนุ่มๆสาวๆ ถือเซิร์ฟบอร์ดเดินไปเดินมา เท่ชะมัด

มองจากชายหาดออกไปนิดนึง จะเห็นคลื่นลูกใหญ่มากๆซัดมาเป็นระยะ และsurfer นับสิบลอยคอบนบอร์ดรอคลื่นมา คลื่นที่นี่สูงมากและสวยมาก มาเป็นคลื่น TUBE เลย

โรงแรมริม Coke Beach ส่วนใหญ่เลยเป็นเหมือน Surf Camp แทบทุกโรงแรมจะมีชั้นเก็บเซิร์ฟบอร์ดและมีอุปกรณ์ครบครัน จากที่ถามมา Surfer เค้ามาพักอยู่ที่นี่ทีเป็นอาทิตย์ ตื่นแต่เช้ามาเซิร์ฟ ช่วงบ่ายก็นอนพักเพราะแดดมันร้อน แล้วตอนเย็นก็เซิร์ฟกันต่อ ลูปไปอย่างนี้ทุกวัน 

ถ้าใครอยากเล่น ที่นี่มี Instructor สอนเล่น Surf ด้วย ราคาอยู่ที่ $70 แต่เค้าก็ไม่แนะนำให้เรียนเท่าไหร่ถ้าจะมาเรียนแค่วันเดียว เพราะคลื่นแรงเกินไป แถมเป็น Reef Break มันไม่ง่ายและอันตรายด้วยสำหรับ Beginner ที่เพิ่งเริ่ม

ถ้าถามว่าไม่เล่นเซิร์ฟมาได้มั้ย ได้ดิ ไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะ Bikini Beach ชิลๆ นอนเปลริมหาด ก็เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจได้ดีทีเดียว มีอะไรให้สำรวจอีกเยอะ 

บนเกาะนี้มันจะมีเกาะเล็กๆอีกเกาะนึง มีสะพานไม้เดินข้ามไปได้ แต่ต้องระวังหน่อยนะ พอข้ามไปต้องมุดป่านิดนึงแล้วจะเจอมุมลับนักเซิร์ฟ เค้ารอออกไปเล่นเซิร์ฟกัน เพราะมาทางนี้มันไม่ต้องว่ายน้ำไปหาคลื่นไกล
ตรงนี้อะ ถ้าออกมาเดินดูตอนเช้าๆ จะเห็นฉลามครีบดำตัวน้อยๆ กับปลากระเบนจุด ว่ายวนเวียนอยู่ ก็ลงไปว่ายน้ำเล่นได้

สำหรับคืนนี้ คืนสุดท้าย เราจบด้วยปาร์ตี้บาบีคิวในรีสอร์ท เป็นไก่ ใส้กรอก ปลา แถมด้วยพาสต้า แล้วตบด้วยสัปรส ก่อนจะเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้าจากการโดนแดดแผดเผามาทั้งวัน

ของฝากที่หาได้ง่ายๆเลยบนเกาะนี้คือ “โค้ก” กินทุกวันอะ จนคิดว่าเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ไปแล้ว 555 เพราะที่นี่เป็นโรงงานโค้กด้วย ชื่อเล่นเกาะโค้กด้วย คือมันน่าจะเป็นของฝากกลับไทยแลนด์ที่ทำให้คิดถึงที่นี่ได้มากที่สุดแล้วหละ :)

FERRY 

ขากลับเรายังคงเลือกเรือช้า Ferry เหมือนขามา เพราะเราก็ไม่รุ้สึกว่ามันจะช้าอะไรขนาดนั้น เฟอรี่ $2 ออกจากเกาะ 7 โมงเช้า และ Speedboat $25 ออก 8 โมงเช้า เดวิดและเฟเดอริก้า เรียกรถกะป้อมารับเรา และปั่นจักรยานตามมาส่งถึงท่าเรือ โอ้ยยย น่ารัก ชอบคู่นี้จริงๆ ทำให้เรารักเกาะ thulusdhoo เพราะสองคนนี้นี่แหละ 

อากาศตอนเช้ามันดี ก็เลยออกมานั่งตากลมดาดฟ้าเรือ มองเห็นจุดเซิร์ฟอื่นๆอีกเป็นแถบยาวเลย

มาถึงมาเลประมาณ 9 โมง เดินเล่น นั่งชิล กินกาแฟได้นิดหน่อย ค่อยเดินไปท่าเรือข้ามไปสนามบิน

ได้เวลากลับแล้ว แต่รู้สึกว่ายังไม่อยากกลับเลย ฮ่าๆ แต่เอาไว้มาใหม่อีกรอบก็ได้ แอร์เอเชียมีบินตรงทุกวันไฟล์ท 12.40 เวลากำลังดีเลย ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ไปถึงกรุงเทพประมาณทุ่มนึง ช่วงโปรโมชั่นนี่ราคาเหมือนบินไปได้แค่ฮานอย แต่ไปได้ไกลถึงมัลดีฟส์เลยนะเหวยยย และมัลดีฟส์ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เป็นแค่ความฝันอีกต่อไป ใครๆก็มาได้ 

ที่สำคัญ มัลดีฟส์ของจริง สวยกว่าในรูปเยอะ ต้องลองมาดูเอง

MALDIVES 3DAY 2NIGHT in THULUSDOO ISLAND COST…
TRANSPORT
AirAsia                        8500THB
Ferry                             120THB
Taxi                                 30THB

ACCOMADATION        3300THB
Villa Kudi x2night
$195 2 person

FOOD & DRINK           3500THB
2 Dinner at Villakudi
$15 each
Coke camp Lunch
Local Food
Water & snack

ETC
Sandbank $30             990THB
Snorkel $15                 500THB
etc                               500THB
Total   17440 THB

*อันนี้ตีเป็นเลขกลมๆ ที่เราจ่ายในทริปนี้ ต่อคนค่ะ
*แนะนำเลย ถ้ามีเวลาอีกนิดจะไปนอน water villa อีกซักคืน
*ขอให้สนุกกับการเดินทางนะคะ

แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าเด้อออ
ต้นอ้อ

Comments

comments

2 Comments

  1. May 26
    Reply

    拜读了,多多学习总是好的!

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.