WINTER in FUKUSHIMA, JAPAN | เที่ยว “ฟูกุชิม่า” ในวันที่หิมะโปรยปราย

“ถ้าให้เปรียบโตเกียวเป็นกรุงเทพ  ฟูกูชิม่าก็น่าจะประมาณโคราชแหละ “

เพราะมันอยู่ไม่ไกลโตเกียว  นั่งรถไฟแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ก็จะเจอทั้งภูเขา แม่น้ำ ออนเซนบ้านๆ ธรรมชาติสุด แต่ในเมืองก็ยังมีความเจริญอยู่ มีคาเฟ่ชิคๆ บาร์คูลๆ  พากันซ่อนตัวอยู่ในจังหวัด “ฟูกุชิม่า” แห่งนี้ไม่น้อยเลย ถึงแม้จะไม่ใช่การมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกของเรา แต่กับฟูกุชิม่า ถือว่าเป็นสถานที่ใหม่ ประสบการณ์ใหม่  เป็นญี่ปุ่นแบบไม่เมนสตรีม นักท่องเที่ยว(ยัง)ไม่เยอะ รู้สึกเหมือนได้มาแตะญี่ปุ่นแบบถึงเนื้อถึงตัว  มีความออริจินอลอะ

เอาจริงๆ ไม่ว่าจะมาญี่ปุ่นกี่ครั้ง มันก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดี ทริปนี้น่าจะเป็นไกด์ไลน์สำหรับคนอยากลองไปที่ไหม่ๆในญี่ปุ่น เป็นบ้านนอกญี่ปุ่นแบบชิคๆ คูลๆ มาแล้วจะแอบหลงรักไม่รู้ตัว (ก็แหงหละ หิมะตกไง มันเลยหนาวจับใจ คูลเลยเป็นไงหละ ฮ่าๆ)

ช่วงที่เรามาเป็นช่วงย่างเข้าหน้าหนาวพอดี (พ.ย.)  แต่ก็หนาวใช่เล่น แถมหิมะก็เริ่มตกโปรยปราย แกเอ้ยย ความเป็นชะนีเมืองร้อนชอบนอนอาบแดด  ก็หลงรักแสงแดดมากกว่าเดิม เพราะมันเป็นแดดอุ่นๆ แดดสบายและคลายหนาวไปได้มาก จะดียิ่งกว่าถ้ามีคนข้างๆมากอด แต่หาไม่เจอ ก็กอดตัวเองไปก่อนแล้วกัน  MOOD มันก็จะเหงาๆหน่อยเนอะ


DAY 1 FUKUSHIMA

ระหว่างที่รถไฟค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากเมืองโตเกียว ความรู้สึกตื่นเต้นก็เพิ่มขึ้นทวีคูณ หน้าต่างรถไฟฉายภาพเมืองใหญ่ มองเห็นตึกสูงๆ ค่อยๆเตี้ยลงๆ และหายไป เหลือแต่ภาพต้นไม้เขียวขึ้นมาแทน

ฉันหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ลืมตาขึ้นมาเจอวิวเมืองโคริยาม่าขาวอร่ามจนแสบตา

โอ้ยยย หิมะโว๊ยยย หิมะโว้ยยย
รีบปลุกเพื่อนมาตื่นเต้นด้วยกัน
พร้อมกับขอวอน

“อุส่าปลุกตื่นแล้ว ถ่ายรูปให้กุด้วยค่ะ” 555

รถไฟจอดที่เมืองโคริยาม่าเป็นเมืองหนึ่งในจังหวัดฟูกุชิม่า แค่นั่งรถไฟต่ออีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เราก็จะถึงเมืองฟูกุชิม่าแล้ว แต่น่าเสียดายที่ เมืองฟุกุชิม่าวันนี้ไม่มีหิมะตก เหมือนที่เห็นระหว่างทางมาเลย ทั้งๆที่ห่างกันนิดเดียว

หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าที่พักแล้ว ความหนาวทำให้เราต้องตามหาร้านกาแฟอุ่นๆหย่อนตูดนั่ง ก้าวแรกที่ออกไปเจอเมือง ก็รู้สึกว่า เมืองนี้มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ  มีร้านรวงเยอะแยะอยู่ใน walking street เส้นนี้ บางร้านซ่อนอยู่ในประตูเล็กๆ ยังกะบ้านฮ๊อบบิท บ้านร้านก็ซ่อนอยู่ชั้นบนของอาคาร

 

 

คาเฟ่ร้านแรกที่เราเข้าไปหลบอากาศหนาว เราบังเอิญเจอจากป้ายสแตนดิ้งเล็กๆหน้าร้านเบียร์สด 199เยน (สารภาพกันตรงนี้ว่าเห็นป้ายร้านเบียร์ก่อน 555) เห้ยย เบียร์โคตรถูกอะ แค่นี้คือยังกลางวันแสกๆไง เก็บไว้ก่อน จุดหมายเราคือร้านกาแฟ

เข้าเรื่องร้านกาแฟ  ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ชั้นใน 2 เรียกว่าซ่อนเลยนะ เพราะถ้าไม่เห็นป้ายเบีย 199 ยังไงก็ไม่เห็นป้ายนี้ นอกจากคนที่อยู่แถวนี้อยู่แล้ว ในร้านมีกลิ่นกาแฟโชยเตะจมูก บรรยากาศแบบคันทรีนิดๆ  เห็นกระปุกกาแฟเรียงเป็นตับๆที่เค้าเตอร์  พร้อมเครื่องทำกาแฟแบบเก่าก็รู้เลยว่า เราเลือกร้านถูกแล้วว ร้านนี้น่าจะเป็นตัวจริงของคอกาแฟ โดนตัวเด็ดไปซักตัวก็น่าจะตื่นทั้งคืนได้อยู่ ในเมนูมีทั้งกาแฟเอธิโอเปีย เคนย่า ดาลัท อเมริกา(โน่)  และกาแฟสายพันธ์ต่างชาติให้เลือกสรรค์ เลือกปุ๊ปก็ดริ๊ปให้ดูต่อหน้าเลย เก๋ชะมัด

“จะรับอะไรคะ” (เด็กเสิร์ฟถาม)
“เอาชาร้อนกับชีสเค้กค่ะ”
หืมมมม….(โดนมอง)
ทำไมมาร้านกาแฟแต่ไม่สั่งกาแฟ..
คือเพื่อนอยากกินกาแฟ เลยต้องพานางมา ส่วนเราหรอ กินกาแฟไม่เป็นอะ  เอาชากับชีสเค้กก็พอ
*แต่ชีสเค้กที่นี่อร่อยนะ ชื่อร้าน FRESH ROASTED by Coffee Gourmet

อย่างที่บอกตัวเมืองฟุกุชิม่า ดูมีอะไรซ่อนอยู่ ดูน่าค้นหา เราเลยตระเวนเดินจนทั่ว ตั้งแต่บ่าย จรดเย็น จรดค่ำ
และจรดเที่ยงคืน….

“AS SOON AS”

เป็นบาร์แรกที่เราเสี่ยงลองเดินเข้าไป  ปกติแล้ว ที่นี่ร้านรวงจะหลบไปอยู่ในตึกกันหมด  อาจจะด้วยอากาศหนาวแหละ คนไปอยู่ข้างในกัน เวลาจะเดินหาร้านเข้าไปนั่ง มันก็จะลุ้นๆกว่าปกติ  เพราะถ้าขึ้นไปแล้วไม่ถูกใจ มันปฏิเสธยาก (มีความขี้เกรงใจค้ำคอมันลำบากแบบนี้แหละ ฮ่าๆ)

ร้านนี้เราสุ่มเจอจากโลเคชั่นในอินตาแกรม  กดเช็คอินสถานที่ ร้านนี้ก็ขึ้นมา เพราะมันอยู่แถวนี้นี่เอง มันเป็นร้านที่คูลมากก มีเปียโนตั้งอยู่กลางร้าน มีโปสเตอร์วงโปรดติดเต็มผนังไปหมด พร้อมไฟแดงๆ แรงๆ กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงเท่ๆ แล้วเพิ่งรู้ว่าเค้าจัดมินิคอนเสิร์ตแทบจะทุกอาทิตย์  ดูจากโปสเตอร์อะนะ ถ้าได้มาตอนปาร์ตี้ต้องมันส์แน่ๆ แต่พอวันที่ไม่มีงาน เช่นวันนี้ มันเลยเหงาๆ มีแค่พวกเรากับเจ้าของร้านเอง

 

ความพยายามไม่หมดสิ้น ตราบใดที่ยังมีแรงลืมตา เพราะฤทธิ์กาแฟเมื่อตอนกลางวัน เลยหน้าด้านถามเจ้าของร้านว่า  คนที่นี่เค้าไปเที่ยวร้านไหนกันคะ บอกมาเลย พวกเราจะไป

เจ้าของร้าน น่าจะเบื่อพวกเราแล้วแหละ คงอยากให้รีบกลับๆไป จะได้ปิดร้านซักที  เลยบอกร้านนี้มา 555

“HANGLOOSE CAFE”

ร้านนี้คนเยอะอย่างใจเลย มีทั้งญี่ปุ่น ทั้งฝรั่ง น่าจะเป็นร้านยอดฮิตจริงๆแหละ  แต่ที่น่ารักกว่าใครก็คงจะเป็นบาร์เทนเดอร์คนนี้ อยากมาทุกวันเลย ให้ตายสิ 5555 ส่วนตัวร้านจะออกแนว Tropical หน่อยๆ ดอกๆไม้ๆ รู้สึกเหมือนอยู่บีชบาร์ในบาหลี แต่ไซด์เล็กลงมา ใครมาฟูกุชิม่าอย่างอย่าลืมมาร้านนี้นะ ฝากทักทายบาเทนเดอร์ให้ด้วย อิอิ

 

แล้ววันนี้ก็จบลง วันแรกของทริปก็รั่วละ แต่ก็ถือว่ากินตุนไว้อะ เพราะแพลนวันต่อๆไปไม่มีเมืองแล้วนะ  เข้าป่าเข้าหุบเขาอย่างเดียวเลย
คืนนี้ฝันดี ราตรีสวัสดิ์



DAY 2 IZAKA ONSEN

วันนี้เราจะออกทัวร์กันใกล้ๆ นั่งรถไฟท้องถิ่นไปหมู่บ้านออนเซน  ที่หนุ่มบาร์แนะนำมาเมื่อวาน (แต่นางไม่ได้ไปด้วยนะ)

“IZAKA ONZEN STATION”

แค่ชื่อก็บ่งบอกมากๆแล้วว่ามันคือหมู่บ้านออนเซน วิธีเดินทางง่ายๆจากเมืองฟูกุชิม่าไป Izaka onsen คือใช้รถไฟท้องถิ่น มันก็อยู่อาคารเดียวกับ JR แหละ แต่ต้องเดินไปอีกราง ไปอีกซอกหนึ่งของตึก (เนี่ยย เมืองนี้จะลับไปไหนนน แต่ชอบนะ ตื่นเต้นดี) ราคา 370เยน นั่งจากต้นสายไปปลายสายพอดี  ใช้เวลาประมาณ 20 กว่านาที รถไฟมาเรื่อยๆ ไม่ต้องรอนาน แค่ต้องจำเวลารถไฟขากลับรอบสุดท้าย คือประมาณ 5 โมงเย็นนะ

 

มาถึงสถานี Izaka Onsen แล้ว จะเกิดความงงแน่นอน สำหรับคนที่ไม่ได้แพลนแน่นเหมือนพวกเรา ที่หน้าสถานีจะมีแผนที่ใหญ่เท่าบ้านอยู่ ก็ถ่ายเอาไว้ เพราะมันจะบอกจุดออนเซนแต่ละจุด มีเป็นสิบ บางที่ในแผนที่มือถือไม่มีนะจ๊ะ จากนั้นก็เลือกซักอันแล้วเดินตามโลดด  ที่นี่มันเดินถึงกันได้ง่ายจริงๆ

หิมะเริ่มตกลงมาแล้ว
ความหนาวก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ความเหงาก็เช่นกัน


ที่นี่อาจจะดูเหงาๆหน่อย  เพราะใครเค้าจะบ้ามาเดินตากหิมะแบบเราหละ แต่มันก็ฟีลญี่ปุ่นแบบหมู่บ้านโนบิตะอยู่นะ  โตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ก็จะอินเป็นธรรมดา

เราเดินมาเรื่อยๆจนถึง Kyu Horikiri Tei  เป็นบ้านญี่ปุ่นโบราณ ที่เปิดให้เข้าชมได้ ที่นี่มีออนเซนแช่เท้าและแช่มือด้วย น้ำร้อนมีตั้งแต่ระดับ 36-40 องศา ช่วยผ่อนคลายเท้าที่คลุกน้ำแข็งมามากๆ เราก็แช่กันอยู่นานเลย เผื่อว่าหิมะจะหยุดตกบ้าง แต่ก็ไม่มีท่าที  จะได้เดินถ่ายรูปเมืองวินเทจน่ารักๆนี้อย่างสบายใจ

ถ้าจะหนาวขนาดนี้ ก็เข้าไปอยู่ในออนเซนเลยดีกว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้แช่น้ำร้อนในความหนาวระดับนี้แล้ว เราเดินไปต่อที่ออนเซนสาธารณะใกล้ๆกัน  ตอนแรกก็ลังเลอยู่นาน ว่ามันจะดีมั้ยว๊าา  ถึงเราเคยแช่ออนเซนสาธารณะมาแล้วครั้งนึง แต่มันก็ยังรู้สึกเคอะๆเขินๆ อยู่ดี

เอาน่ะ แก แช่ไปจะได้หายหนาว

ความพิเศษของออนเซนแห่งนี้คือ เป็นออนเซนโบราณ (โบราณอีกแล้ว) สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ข้างๆอาคารก็ยังเป็นแท๊งน้ำที่ทำจากไม้เลย ส่วนน้ำร้อนของที่นี่ก็เป็นน้ำจากน้ำพุร้อนเก่าแก่  เค้าว่ามีด่างอ่อนๆ ที่มีฤทธิ์ช่วยรักษาโรคภัยต่างๆได้ ชาวญี่ปุ่นบางคนเดินทางไกลเพื่อมาแช่ที่นี่ก็มี จริงหรือไม่จริงนั้น ก็ต้องลองดู

*ผู้หญิงสีแดง ผู้ชายสีน้ำเงิน  ถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เค้าบอกให้จำสีป้ายเอาไว้ จะได้ไม่หลงเข้าผิดเด้อ

การใช้บริการออนเซนสาธารณะส่วนใหญ่ จะเป็นตู้กดแบบนี้แหละ มีปุ่มให้เลือกว่าจะเอาอะไรบ้าง เช่น ตั๋วเข้าออนเซน อันนี้ต้องกดอยู่แล้ว เพิ่มสบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว อะไรพวกนี้  แต่ตู้เราเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลยจ้าา ป้าเก็บตั๋วก็เลยช่วยมากดให้ พร้อมภาษามือว่าอะไรคืออะไร สรุปโดนไป ค่าแช่ 250Y และผ้าขนหนูเล็กกับสบู่อีก 250Y หยอดไปแล้วของจะตกลงมาที่ช่องรับของจากตู้  ส่วนบัตรก็ยื่นให้ป้าเลย

การเข้าออนเซนรวมเค้าจะมีสเตปของเค้าอยู่ อย่างแรกเลยคือแก้ผ้า อย่างสองคืออาบน้ำให้สะอาด ขัดเนื้อขัดตัว ไม่งั้นจะโดนมองแรง 555 แล้วถึงจะลงไปแช่ได้  ที่รู้ว่าจะโดนมอง เพราะตอนเราอาบน้ำ แต่ไม่ได้เอาผ้าขนหนูมาขัดตัวไง เจ๊ในบ่อก็เลยบอกให้เอาผ้า (ที่โพกหัวอยู่) มาขัดถูตัวด้วย เจ๊น่ารัก นางมาดี พอได้ลงแช่ ก็แช่กับนางนั่นแหละ ชวนคุยมากมาย แต่ผ้าขนหนูเนี่ย จากจะเอาไว้เช็ดตัวแห้ง นี่ชุ่มเลย  จะออกไปกดตู้ก็ไม่ได้ โป๊อยู่ ก็เดินวนรอแห้งไปค่า – -“

เราออกจากออนเซนมาก็ประมาณ 4 โมงครี่งพอดี มืดแล้ว (ฤดูนี้จะมืดเร็ว) แช่เพลินไปหน่อย ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟให้ทันรอบสุดท้าย  เกือบไปแล้วมั้ยหละ ต้นอ้อ


และคืนนี้ขอตบท้ายด้วยเมนูเนื้อย่าง ในเมืองฟุกุชิม่า ราคาเบาๆ ร้านนี้แล้วกัน

 

DAY 3 ONSEN HOTEL

สำหรับเช้าวันที่ 3 นี้ เหมือจะเป็นวันแรกที่เราแพลนก่อนมา เพราะตั้งใจจะไปพักที่ออนเซนรีสอร์ทแห่งหนึ่งกลางหุบเขารถจากที่พักจะมารับพวกเราหน้าสถานีรถไฟฟูกุชิม่าฟรีๆ

Sansuiso Tsuchiyu Hotel

ที่นี่เป็นออนเซนรีสอร์ทตกแต่งสไตล์ญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Ara และอยู่ในหมู่บ้านกลางหุบเขา!! ได้ยินแค่นี้ก็รู้สึกเจ๋งแล้ว  มีห้องออนเซนเยอะถึง 5 ห้องทั้งของผู้หญิง ผู้ชาย INDOOR OUTDOOR ห้องรวม และกึ่งรวม คือมันจะมีเวลาสำหรับผู้ชายเวลานี้ และผู้หญิงอีกเวลานึง เพราะว่าแต่ละออนเซนมีบรรยากาศไม่เหมือนกัน เลือกแช่ได้ตามใจชอบเลย ภาพในออนเซนเราอาจจะไม่มีให้นะ  เพราะเค้าห้ามถ่าย แต่ลองดูวิวจากหน้าต่างล๊อบบี้ตั้งแต่ทางเข้าสิ  ว่ามันเวิคขนาดไหน หิมะและน้ำตกเบาๆ  วิวแบบนี้แหละที่เราจะได้เห็นในออนเซน

เราจองที่นี่เพราะมันมีห้อง 4 เตียง  เอาไว้นอนเม้ามอยกันกับเพื่อนๆได้สะดวก ห้องนอนที่นี่เป็นแบบเรียวกัง แต่ไม่กังนะ มี 2 ห้องนอน เป็นฟูกหนาๆปูบนพื้นเสื่อญี่ปุ่น และมีฮีทเตอร์ให้ด้วย คืนนี้หนาวมากแน่นอนค่ะ ไม่ต้องสืบ

 

หลังจากสำรวจโรงแรมและห้องพักกันเรียบร้อย ก็ออกไปสำรวจนอกโรงแรมกันบ้าง หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ เดินแป๊ปเดียวก็ทั่วแล้ว แต่ถ้าจะมาดูดีเทลจริงๆอะ หมู่บ้านนี้โคตรคุมโทนเลย เป็นหมู่บ้านสีครีมโทนเหลืองอบอุ่น ที่มีแม่น้ำตัดผ่าน ถ้าไม่หนาวขนาดนี้ คงจะน่าอยู่มากๆเลย

ถนนหิมะที่นี่ บอกไว้ก่อนเลยว่าลื่นมากๆ ต้องเดินระวังๆ เรานี่เกือบหัวคะมำมาแล้ว

 

เดินย้อนขึ้นไปบนเนินทางเข้าหมู่บ้าน สามารถมองเห็นวิวหมู่บ้านได้เกือบหมดเลย สวยมากๆ ทำให้รู้ว่าที่นี้มันอยู่กลางหุบเขาจริงๆ

สัญญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน ก็คือเจ้าตุ๊กตาไม้ โคเคชิ ตัวนี้ มีแต่ตัวกับหัว เหมือนไม้ขีดไฟ บางมุมมันก็แอบหลอนๆอยู่เหมือนกันนะ แต่หน้าตานางก็ตลกๆ กวนๆดี

ในหมู่บ้าน TsuchiyuOnsen ไม่ได้มีอะไรให้กินมากนักหรอก แต่ก็พอจะมีบ้าง อย่างมื้อนี้เจอร้านราเมงโลคอลร้านเดียวในหมู่บ้าน เปิดอยู่ระหว่างทางกลับโรงแรม ก็เลยเข้าไปลองซัดดู เออ มันก็อร่อยดีนะ แถมราคาไม่แพง คนส่วนใหญ่ที่มากินก็คงเป็นชาวบ้านแถวนี้แหละ  เพราะถ้าคนที่พักโรงแรมส่วนใหญ่จะกินอาหารที่โรงแรมกัน เพียงแต่เราลืมจองอาหารเย็นก่อนมา 555 ก็เลยได้จบที่ราเมงโลคอลนี่ไง

แถมภาพ Breakfast วิวหิมะผ่านหน้าต่างห้องอาหารให้ดูด้วยเอ้า แล้วจะรู้ว่าค่าห้องคนละ 1500 บาทมันคุ้มแค่ไหน

DAY 4 AIZUKAWAMATSU

วันที่ 4 ของทริปแล้ว วันนี้เราเช็คเอ้าจากโรงแรม และเตรียมย้ายเมืองกันอีกแล้ว รถ Shuttle Bus มารับเรา 10 โมงที่หน้าโรงแรม เพื่อเข้าไปส่งที่ตัวเมืองฟูกุชิม่า ใช้เวลาแค่ 30 นาที ยังไม่ทันได้หลับเลยก็ถึงแล้ว 

เราจะเดินทางไปเมือง Aizukawamatsu ชื่อย๊าวยาว แต่ก็จำได้ เพราะใครที่มาฟูกุชิม่าไม่มีใครพลาดเมืองนี้ จะเรียกว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวประจำจังหวัดก็ได้แหละมั้ง เราเดินทางมาด้วยรถไฟ JR  ถ้าซื้อบัตรรถไฟ JR PASS Tohoku ก็มาได้เลยไม่ต้องเสียตังเพิ่ม ทีเด็ดของทางรถไฟเส้นนี้คือ วิวงามมากๆ รถไฟจะวิ่งผ่านเทือกเขาบันได และทะเลสาบอินาวาชิโระ  ซึ่งเดี๋ยวเราจะพาไปในวันถัดไป

 

AIZUKAWAMATSU

เราว่าเมืองนี้เป็นเมืองน่ารัก เมืองไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่ การเดินทางในเมืองก็ง่ายๆ เพราะมันมีรถบัสสายนึงวิ่งรอบเมือง และจอดทุกจุดที่เราอยากจะไป ในราคาครั้งละ 210 เยน

เราชอบเมืองนี้ที่บนเสาไฟจะมีรูปหน้าการ์ตูนหนุ่มหล่อห้อยอยู่ จนเราถึงกับต้องถามว่า พ่อหนุ่มคนนี้คือใครฮึ?  มาจากการ์ตูนเรื่องอะไรหว่า Salaryman หรืออาจจะเป็นผู้ว่า?  เพราะปกติแล้วญี่ปุ่นจะมีมาสคอตประจำอยู่ทุกเมือง แต่เมืองนี้ดันเป็นหน้าคนไง 

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็ไปถามคนแถวนั้นมาจนได้ ตัวการ์ตูนที่ห้อยอยู่บนเสาไฟตลอดรอบเมืองนั้นก็คือ Dr.Noguchi Hideyo  หรือคนที่อยู่บนแบงค์ 1000 เยนยังไงหละ!!!

ต้องมีสำคัญขนาดไหน ถึงจะได้มีหน้าอยู่บนแบงค์ได้เนี่ยยยย

Dr.Noguchi มีบ้านอยู่ที่เมืองนี้ ท่านเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่ค้นพบการรักษาโรคไข้เหลือง ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญของโลกในยุคนั้น แต่แล้วเขาก็เสียชีวิตลงด้วยโรคไข้เหลือง ในขณะที่กำลังทำวิจัยเพิ่มเติมที่ประเทศกาน่า เป็นบุคคลสำคัญที่สละเวลาและชีวิตเพื่อพัฒนาความรู้ทางการแพทย์ และได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกหลายๆชีวิต จึงได้ตีพิมพ์หน้า Dr.Noguchi บนแบงค์ 1000 เยนที่ทุกคนใช้กันอยู่ทุกวันนี้ค่ะ

ไม่ใช่แค่ตัวการ์ตูนละนะคะ แต่เป็นบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นและของโลกเลยเด้ออ

(Refference http://anngle.org/th/j-culture/vips/noguchi-hideyo.html )

มาเดินเล่นในเมืองกันต่อฮะ ไม่ไกลจากบ้านด๊อกเตอร์ มีร้านขายของเก่า ที่เราแวะเข้าไปว่าจะซื้อของฝากเล็กๆน้อยๆ แต่ปรากฎว่า ที่นี่ไม่ได้น้อยอย่างที่คิด ชั้นล่างขายของเก่าก็จริง แต่ชั้นสองทำเป็นแกลอรี่ นำของเก่า ของสะสม มาจัดตกแต่งให้เป็นเรื่องราว มีทั้งห้องนั่งเล่น ร้านค้า ซาลอน ร้านราเมง โรงหนัง นี่เลยได้เดินดู เดินถ่ายรูปอย่างเดียว ของฝ่งของฝากไม่ได้ซื้อละ 5555

*อ้อ เสียค่าเข้าด้วย 200Y

Tsurugajo Castle หรือปราสาทนกกระเรียน

ปราสาทนกกระเรียนแดง วันนี้เป็นสีขาว เพราะหิมะปกคลุม ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะ คือสร้างไว้นานมากๆ แต่วันนึงก็ถูกทำลายลงจากสงครามโบชิน ซามูไรกลุ่มสุดท้ายในญี่ปุ่นได้ปลิดชีพตัวเองลง ณ ปราสาทแห่งนี้ (อื้อหืออ) แล้วเพิ่งจะถูกรีโนเวทใหม่เสร็จเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมานี้ แต่เปลี่ยนจากไม้เป็นคอนกรีต และจาก 7 ชั้น ลดลงเหลือ 5 ชั้น แต่ยังคงรูปแบบกระเบื้องหลังคาไว้เป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอยู่  

ข้างในประแกลอรี่และประวัตศาสตร์ซามูไร และผู้ครอบครองปราสาทแห่งนี้ ที่ผ่านมาหลายมือแล้ว สามารถถ่ายรูปได้แค่ชั้นบนสุดที่เป็นจุดชมวิวเท่านั้นค่ะ

 

 

จุดชมวิวบนสุดของปราสาท สามารถมองเห็นเมือง Aizukawamatsu ได้360องศสาเลย

ค่าเข้าปราสาท 400Y แต่ถ้าต้องการเข้าสวนญี่ปุ่นด้วย จะราคา 500Y ในสวนมีชาเขียวร้อนและโมจิให้ทานด้วยนะ อร่อยมากๆ

เริ่มจะมืดแล้ว ต้องรีบเข้าโรงแรม คืนนี้เราพักที่ ONSEN HOTEL อีกแล้วจ้าา
แต่หลังจากเดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน พอถึงห้องพักก็ทิ้งตัวลงนอนทันที แหะๆ

DAY 5 INAWASHIRO LAKE

เช้าวันสุดท้ายของฟูกุชิม่าแล้ว ความหนาวยังคงไม่หายไป แต่มันทวีคุณขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะช่วงที่เรามาเป็นช่วงย่างเข้าหน้าหนาวแล้ว หิมะก็ตกโปรยปราย อยากจะนั่งจิบชาร้อนๆ  แล้วเอนกายอยู่ในห้องเฉยๆซะเหลือเกิน

ความหิมะตกเนี่ย  กิจกรรมที่ดีที่สุดคือแช่ออนเซ็นหละ จริงๆจะเรียกว่าทริปนี้เป็นทริปออนเซนก็ได้นะ เพราะออนเซนจนตัวเปื่อยกันทุกวันเลย ฮ่าๆ

โรงแรม Kutsurogijyuku Chiyotaki

เป็น Onsen Hotel แถวๆย่าน Higashiyama Onsen ถ้านั่งทัวร์ริสบัสมาลงก็ลงสุดสายเลย   ออนเซนที่นี่ก็วิวดีไม่แพ้กัน  มีทั้งหมด 5 ห้อง ทั้งรวมห้องแยก คล้ายๆกับออนเซนที่เราพักเมื่อวาน แต่วิวคืออเมซิ่งงงงงกระดิ่งแมววว

ปล.นี่คือวิวจากห้องพักนะคะ ออนเซนจะมีแบบ Outdoor Indoor ชั้นบนและชั้นใต้ดิน ชั้นใต้ดินจะส่วนตัวกว่า เห็นวิวนิดนึงเพราะกระจกขึ้นฝ้าหมดเลย ฮ่าๆ

บริเวณที่พักก็จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ มีความโลคอลสูง แต่เราอยู่ข้างนอกได้ไม่นานหรอก มันหนาวมากๆ อุณหภูมิตอนนี้ก็ประมาณ -5 องศาได้อะ จริงๆถ้าเดินไปอีกหน่อยก็จะเป็นหมู่บ้านซามูไรแล้ว  แต่ไม่ไหวอะ หนาวเกิ๊น

หลังจากเช็คเอาท์จากที่พักแสนอบอุ่นแล้ว จุดหมายต่อไปของเราคือ ทะเลสาบอินะวาชิโระ นี่คือสิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาฟูกุชิม่าแห่งนี้ เพราะเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮกุเลย และภาพหงส์ตัวใหญ่ที่มี Background เป็นภูเขาสูงจากกูเกิ๊ล ดึงดูดให้เราต้องมาเช็คอินที่นี่ให้ได้

สะเลสาบนี้สามารถเที่ยวได้ทุกช่วงฤดูเลย แม้กระทั้งหน้าหนาว ก็จะเห็นวิวหิมะสีขาวโพลนบนภูเขาด้านหลัง หรือหน้าร้อนก็สามารถมาปั่นเเรือป็ดชิลๆ ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็อาจจะได้เห็นภูเขาสีส้มๆข้างหลังแทนก็ได้ 


ก่อนมาเค้าว่าให้ซื้อขนมปังมาด้วย 
เพราะขนมปังอาหารหงที่นี่มันแพง

มาถึงที่นี่แอบตกใจนิดๆ เพราะมีเป็ดมากกว่าหง แถมเป็ดยังแย่งอาหารหงส์กินอีกเด้ออออ ฮ่าๆ น่าฉาฉานนน

ความหงส์ผู้ดีมีจริต นางกินขนมปังอย่าช้าๆ ไม่สวบเอาเหมือนเป็ดข้างๆ ทำให้นางยังคงสง่าและสวยงามอยู่เสมอ

 

แล้วก็ถึงเวลาบอกลาเจ้าหงส์น้อยนี้ รวมถึงบอกลาฟุกุชิม่า เมืองเบาๆ อยู่ง่าย กินง่าย เที่ยวง่าย ไม่วุ่นวาย ทำให้รู้ว่ามาญี่ปุ่น ไม่มีแค่โตเกียวหรือโอซาก้า แวะมาทำความรู้จักเมืองนี้กันดู อาจจะหลงรักก็ได้ 

 

ขอปิดท้ายด้วยเนื้อย่างจากร้านในเมืองโคริยาม่า เมืองที่เราเข้าพักในคืนสุดท้ายของทริปนี้ ตัวเมืองใหญ่กว่าฟูกุชิม่าอีกเด้อ อยากกินอะไรก็ได้กิน อาจเป็นเพราะใกล้ความเจริญอย่างโตเกียวขึ้นเรื่อยๆ เมืองเลยใหญ่โตตาม  บาร์เยอะ คนเยอะ เหมาะกับการปาร์ตี้ปิดทริปที่ดีทีเดียว อิอิ

 ยังไงถ้าใครสนใจหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟูกุชิม่า
ไปดูได้ในลิงค์นี้เลยจ้าา
www.welovefukushima.com

 

แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

ต้นอ้อ

 

 

Comments

comments

Be First to Comment

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.