CHANTABURI Freestyle | ขับรถกินลม ชมทะเลจันทร์

ถ้ากำลังมองหาที่เที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่ มาที่นี่แหละถูกแล้ว เพราะเราจะพาขับรถเที่ยวแบบชิลๆ นั่งเรือชมทะเล นอนโฮมสเตย์ กินปู แล้วไปเดินดูเมืองเก่า กับทริป 2 วัน 1 คืนที่ตามรอยได้ง่ายๆ ที่จันทบุรีนี่เองจ้า

สำหรับทริปนี้เราไปกันแบบแก๊งใหญ่ การเดินทางที่เหมาะที่สุดคงจะเป็นรถที่สามารถพาเราทุกคนเดินทางไปอย่างสบายใจ คือ ฮุนไดเอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รถยนต์เอนกประสงค์ จุคนได้ถึง 7 ที่นั่ง พาเพื่อนฝูงไปลุยด้วยกัน เชื่อมสัมพันธไมตรี เม้ามอยกันสะดวก เอนหลังสบายๆ ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงจุดหมายแล้ว 

บ้านต้นไม้

เราใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ มุ่งหน้าสู่ถนนสายชลบุรี แกลง ตัดเข้าถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าเทียบท่าเรือขลุง แต่จะพาแวะทานข้าวก่อน ที่ร้านบ้านต้นไม้ จังหวัดระยอง อยู่ครึ่งทางพอดี ร้านนี้เป็นร้านในสวน รอบล้อมไปด้วยต้นไม้ และโดดเด่นที่อาหารป่ารสชาติคุ้นลิ้น อร่อยดี

ระหว่างที่เรากำลังเดินทางต่อ ฝนก็ตกลงมา จังหวะนั้น เพลงฤดูที่แตกต่าง ก็ผุดขึ้นมาในหัวเลย
อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เรา ได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ…” 

เปิดเพลงนี้สิคะ จะรออะไร 

ฮุนได แกรนด์สตาร์เร็กและ เอช-วัน มีอุปกรณ์รองรับความบังเทิงได้เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นจอภาพ LCD ติดเพดานขนาด มาพร้อมระบบพับไฟฟ้า เชื่อมต่อกับเครื่องเล่นดีวีดีจากด้านหน้า ไม่ว่าการเดินทางจะยาวนานแค่ไหน ก็ไม่มีเบื่อ

นั่งเรือไปหมู่บ้านไร้แผ่นดิน

แล้วเราก็มาถึงท่าเรือขลุง จังหวัดจันทบุรีอย่างปลอดภัย แต่ยังไม่ถึงนะ เราจะต้องนั่งเรือหางยาวต่อไปอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง เพื่อไปยังหมู่บ้านไร้แผ่นดิน 

หมู่บ้านไร้แผ่นดิน (ชื่อเค้าเท่จริงๆ) แล้วถามว่าไร้แผ่นดินยังไง? ไม่ได้หมายถึงหมุ่บ้านของคนไร้ที่อยู่อาศัยนะ แต่เพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนดินต่างหาก เป็นบ้านที่สร้างอยู่บนน้ำด้วยการตอกเสาเข็มลงไปในดินเลน แล้วมีน้ำล้อมรอบทำให้เป็นเหมือนบ้านที่ไม่ได้อยู่บนพื้นดิน คนที่นี่ส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง และใช้เรือสัญจรเป็นหลัก ตอนนี้ก็มีบ้านเกือบ 500 หลังคาเรือนแล้ว ไม่ธรรมดา…

หลายๆบ้านในหมู่บ้านเริ่มถูกดัดแปลงให้เป็นโฮมสเตย์ โดยจุดเริ่มต้นมาจากชาวบ้านมีรายได้จากการทำประมงลดลง ชาวบ้านในชุมชนจึงพยายามที่จะสร้างรายได้เสริมเพื่อให้ทุกคนในชุมชนอยู่รอด ด้วยการทำให้หมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้มาเรียนรู้ความเป็นอยู่ และชื่นชมกับธรรมชาติ นอกจากนั้นยังสร้างกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาพักที่โฮมเสตย์ในหมู่บ้านไร้แผ่นดินแห่งนี้อีกด้วย 

มุมทะเลจันทร์

ที่นี่แหละ จะเป็นที่พักของเราในคืนนี้ “มุมทะเลจันทร์ โฮมสเตย์” โฮมสเตย์ที่ออกแบบด้วนคอนเสปสวนญี่ปุ่น รวมถึงห้องพักก็คล้ายๆที่พักเรียวกังสไตล์ญี่ปุ่น ปูฟูกนอนบนพื้น เออ ก็น่ารักดีเหมือนกัน ทำให้ที่นี่แตกต่างจากโฮมสเตย์อื่นๆในหมู่บ้าน 

พอได้ยินว่าโฮมสเตย์ก็อย่าเพิ่งกลัวไป ที่นี่มีแอร์ มีน้ำอุ่นให้ด้วย สบายกว่าอยู่บ้านตัวเองอีก แถมยังรองรับแขกที่มาเป็นกรุ๊ปใหญ่ๆได้ด้วย

 นั่งแพเปียก ชมฝูงเหยี่ยวแดง

กิจกรรมหนึ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงคือ การล่องแพเปียก แพนี่ก็ไม่ธรรมเด้อ เพราะมีเครื่องเสียงอย่างดี เปิดเพลงล่องแพชมป่าชายเลนไป ฟังเพลงไปด้วย น่าเสียดายที่ตอนเราล่องแพฝนดันตกมาซะงั้น ไม่งั้นคงจะมีดีเจสแคชแผ่นตื๊ดกลางทะเลแล้ว

คิดแล้วน่าสนุกจัง ดีเจไร้แผ่นดิน…

ความพีคที่สุดของทริปนี้คือ ระหว่างที่เราล่องแพอยู่ได้เจอกับฝูงเหยี่ยวแดงนับร้อย บนวนอยู่บนหัว ที่นี่สมบูรณ์มาก เค้าบอกว่าป่าโกงกางเวิ้งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของเหยี่ยวแดงมานานแล้ว และก็มีอีกหลายฝูงด้วย 

ยอมรับว่าอเมซิ่งมากๆกับสิ่งที่เจอ เพราะไม่คิดว่ามันเยอะขนาดนี้ ยกให้เป็น Unseen Thailand ที่สุดในประเทศไทยเลย เพราะหยี่ยวแดงในประเทศไทยปัจจุบันนี้เป็นสัตว์ที่หายากมาก

ความสนุกยังไม่หมดแค่นี้ พี่คนขับเรือพาพวกเราไปจอดอยู่ ณ เวิ้งกว้างกลางทะเลเลน ตอนแรกก็งงว่าจะจอดทำไม แล้วพี่แกก็โดดจากเรือ ลงไปเดินบนน้ำเลย เหยยยแกรรร น้ำมันตื้นแค่เข่าเอง พอลงไปแล้วจะเหมือนคนเดินบนน้ำได้อะ เค้าปล่อยให้เราเล่นน้ำ พายเรือ พักผ่อนกันตรงกลางทะเลตรงนี้แหละ โดยจะคอยดูแลอยู่ห่างๆ กันเดินออกไปนอกจุดน้ำตื้น

ที่จริงแล้วที่นี่คือ “ทะเลแหวกบางชัน” หนึ่งในแปดทะเลแหวกธรรมชาติของประเทศไทย แต่ตอนที่เราไปน้ำขึ้นพอดี ก็เลยไม่มีแหวกให้เห็น มีแต่น้ำตื้นๆ ที่ลงไปยืนกลางทะเลได้ ถ้าน้ำลดจะเห็นเนินสันทรายสีดำทอดยาวกลางอยู่ทะเล เออ เพิ่งรู้ว่าที่แบบนี้ก็มีด้วย

NIGHT LIFE

ปิดท้ายวันด้วยอาหารทะเลบุฟเฟ่ มีปู มีกุ้ง มีปลา ให้เติมกันแบบไม่อั้น ถูกใจสายทะเลสุดๆ 

เท่านั้นไม่พอ มีคาราโอเกะ ให้ร้องรำทำเพลง ทำกิจกรรมกันสนุกสนาน เราว่านี่แหละโคตร Thai culture เลย คนที่มาเที่ยวส่วนใหญ่เค้าก็ต้องการความสนุกสนานกันทั้งนั้น จะไปหาโฮมสเตย์เอนเตอร์เทนได้ขนาดนี้ในประเทศอื่นคงไม่น่าจะมี 

ที่นี่เปิดเสียงให้สนุกได้ถึงแค่ 4 ทุ่มเท่านั้นนะคะ ถ้าจะดื่มต่อก็ดื่มกันเงียบๆค่ะ

เช้าวันใหม่

เช้าวันใหม่ พวกเราบอกลาหมู่บ้านไร้แผ่นดินที่ให้ความสุขกับเราชั่วข้ามคืน นั่งเรือกลับด้วยความรู้สึกอิ่มเอมหัวใจ ปูที่กินไปเมื่อวานยังไม่ย่อยไปไหนเลย กินเยอะเกิน ฮ่าๆ

ออกจากท่าเรือขลุง พวกเราชาวแก๊งก็มุ่งหน้าสู่ชุมชนริมน้ำจันทรบูร ชุมชนที่อยู่คู่จังหวัดจันทบุรีมาช้านาน ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 

ชุมชนริมน้ำจันทบูร

ที่นี่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้า ทำให้บ้านเมืองทีนี่ดูเป็นย่านที่เจริญในสมัยนั้น บ้านเรือนไม้เก่าแก่เมื่อก่อนเป็นยังไงตอนนี้เค้าก็ยังรักษาและซ่อมแซมให้คงรูปแบบเดิมไว้ เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ดังที่เห็นปัจจุบันนี้

เราชอบกิจวัตรของคนที่นี่ ดูมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ผันตามกระแสสักเท่าไหร่ ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านตัดผ้า ร้านทำผม ร้านขายยา ก็ยังเป็นแบบคลาสสิคอยู่เลย

ที่นี่เป็นถนนเส้นเล็กๆเรียบแม่น้ำ ไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน รถยนต์เอนกประสงค์ฮุนได เอชวันและสตาเร็กซ์ ถึงแม้จะมีขนาดใหญ่ ก็สามารถขับผ่านไปได้ง่ายตามแหล่งชุมชน เพราะมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.6 เมตร และเวลาจอดในที่แคบๆก็สะดวกเพราะผู็ขับสามารถใช้กล้อง Smart View System ที่แสดงภาพในมุมมองแบบ 360 องศารอบคันรถ

บ้านเลขที่ 69

ไฮไลท์ของชุมชน คือ “บ้านเลขที่ 69” เจ้าของคือรองอำมาตย์ตรีขุนอนุสรสมบัติ ผู้ช่วยคลังมณฑลจันทบุรี บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2476 ซึ่งปัจจุบันได้รับการดัดแปลงมาเป็น ศูนย์เรียนรู้ชุมชน จัดแสดงประวัติของชุมชนริมแม่น้ำจันทบูรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดคุณค่าเชิงวัฒนธรรมอันเกิดจากการหลอมรวมความแตกต่างทางชาติพันธุ์ และศาสนาเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผ่านภาพถ่าย เรื่องเล่า และภาพเขียนจิตรกรรม ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นปัจจุบันได้ชม 

จันทรโภชณา

ออกจากเมืองเก่า เราแวะทานอาหารที่ร้าน จันทรโภชณา เป็นร้านอาหารท้องถิ่นเลื่องชื่อ ที่ใช้วัตถุดิบที่มีเฉพาะในจังหวัดจันทบุรี เช่นใบชะมวง กระวาน หรือแม้แต่ทุเรียน

เราได้ลองแกงทุเรียน รสชาติปะแล้มๆดี อยากให้มาลองเอง แต่ที่อร่อยถูกใจเห็นจะเป็นถั่วฝักยาวผัดกะปิ และ ใบเหลียงผัดไข่ของโปรดเรานี่แหละ ตบท้ายด้วยของหวานเย็น อย่างไอติมมังคุด มันดีย์มวากกกกกก

สวนผลไม้ลุงฉลวย

ระหว่างทางกลับกรุงเทพ มีสวนผลไม้หลากหลายริมทาง เราแวะที่ บ้านสวนลุงฉลวย ในนี้มีทั้งทุเรียน มังคุด สละ มะพร้าว เงาะ ลองกอง(หรือลางสาดไม่แน่ใจ ทุกวันนี้ยังแยกไม่ออกเลย)  ลุงพาเราเดินรอบสวน แนะนำการปลูกพืชแบบเกื้อกูล  และชิมผลไม้กันเป็นตะกร้าๆ ทุเรียนเป็นลูกๆ 

ลุงถามว่า “อร่อยมั้ย” 

ต้นอ้อ : เอ้า อร่อยสิลุง อย่างหวาน 

ลุง : อันนี้ทุเรียนตลาดนะ ทุเรียนลุงหมดฤดูไปนานแล้ว หนูมาช้าไปหน่อย

ต้นอ้อ : อ่าว?!?!

ที่ลุงจะบอกคือ สวนทุเรียนที่จันทบุรีเนี่ย เป็นพันธ์หวาน กินสวนไหนก็อร่อยเหมือนกันหมดแหละ เออ ลุงก็เป็นคนน่ารักดีนะ ตลกและจริงใจดี ของหมดก็บอกหมด ผลไม้สดจากสวนลุงที่ได้กินจริงๆก็มีแค่ มังคุดกับสละ 2 อย่าง นอกนั้นลุงไปซื้อจากตลาดมาให้กิน ฮ่าๆๆ

ออกจากสวนลุงฉลวย ก็ขับรถกลับกรุงเทพด้วยความอิ่มหนำสำราญ สมบูรณ์ทั้งอาหารท้อง อาหารตา และอาหารใจ กลับถึงกรุงเทพประมาณ 6 โมงเย็น หลับยาวตลอดทาง ไม่รู้เพราะอิ่มมากหรือรถนิ่มมากกันแน่ ฮ่าๆ จบทริป 2 วัน 1 คืนในจังหวัดจันทบุรี วันหยุดเสาอาทิตย์ที่มีอยู่น้อยนิดก็จะไม่เหงาและน่าเบื่ออีกต่อไป

การเดินทางครั้งนี้ เป็นการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เพียงให้สัมผัสถึงอรรถประโยชน์ของรถยนต์เอนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโลกที่เราไม่เคยเห็นหรือสัมผัสมาก่อนด้วย 

ทริปนี้ต้องขอบคุณ Hyundai Motor Thailand ที่มอบประสบการณ์ดีๆครั้งนี้ให้ค่ะ
แล้วเจอกันทริปหน้าเน่อออ

Comments

comments

Be First to Comment

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.