MOUNT BROMO-KAWAH IJEN, INDONESIA | โบรโม่ – คาวาอีเจี้ยน ภูเขาไฟที่ควรมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

“ไปปีนภูเขาไฟที่ยังไม่ดับกัน”

แค่เอ่ยปากชวนเพื่อน พวกมันก็เบือนหน้าหนีกันหมด 

ด้วยความที่ เพื่อนเป็นสายรักสบายและกลัวเหนื่อย บวกกับเราเป็นคนชวน มันคงคิดว่าทริปนี้ต้องทรหดแน่ๆ เลยบอกมันไปว่า ภูเขาไฟโบรโม่ กับ ทะเลสาบคาวาอีเจี้ยน รูทนี้เดินง่ายอยู่นา ครั้งหนึ่งในชีวิตอะ ถ้าแกแก่มาคงเดินไม่ไหวแล้ว อีกอย่างนี่ก็จะเป็นทริปภูเขาไฟทริปเดียวของเราเหมือนกัน เราก็ขี้เหนื่อยเหมือนพวกแกนั้นแหละ พอภูเขาไฟเสร็จเดี๋ยวไปพักเหนื่อยต่อที่ทะเลบาหลีสวยๆ ครึ่งเหนื่อยครึ่งสบาย ถัวๆกันไป … เราก็ขายของจนมีคนหลวมตัวไปทั้งหมด 5 คน อิอิ

แผนการเดินทาง

ก่อนไป เราหาข้อมูลอยู่นานเรื่องทัวร์ภูเขาไฟ ตั้งใจจะไปภูเขาไฟโบรโม่ เล่นน้ำตก ภูเขาไฟทะเลสาบคาวาอีเจี้ยน แล้วต่อบาหลี ทริปนี้มีเวลาเที่ยวทั้งหมด 7 วัน ปริ้นแพลนการเดินทางมาให้เพื่อนยังกับทำทัวร์อะ ดูได้ตามไฟล์ข้างล่างนี้ 

โดยเราจะแบ่งเป็น 2 พาร์ท คือ
1.EAST JAVA (Bromo – Kawah Ijen หรือพาร์ทเหนื่อยนั่นเอง)
2.BALI (พาร์ทสวย แต่ไม่สวยเท่าไหร่เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน)

เช่ารถพร้อมคนขับ สุราบายา -โบรโม่ – คาวาอีเจี้ยน – บาหลี

สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาบริษัทเช่ารถพร้อมคนขับ มีให้เลือกเยอะมาก เราก็เลือกเอาจากรีวิวของเพื่อนๆใน pantip นี้แหละ ไปจบที่ Bromo ZigZag Tour เพราะติดต่อนางง่ายดี (เจ้าอื่นเป็นอีเมลหมดเลย) เราแอดไลน์แล้วส่งแพลนพาร์ทแรกให้ทั้งแผ่นไปตีราคามา รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 3 วัน ตั้งแต่ไปรับที่สนามบิน ยันไปส่งที่โรงแรมอูบุด รายละเอียดดังนี้

  1. รถมารับที่สนามบิน
  2. ที่พัก 2 คืน โบรโม่ และอีเจี้ยน พร้อมอาหารเช้า
  3. ค่าเข้าอุทธยาน ภูเขาไฟโบรโม่ / น้ำตกมาดาการีปุระ / คาวาอีเจี้ยน
  4. ค่ารถจิ๊บ
  5. ไกด์โบรโม่ ไกด์น้ำตก ไกด์อีเจี้ยน
  6. เสื้อกันฝน
  7. หน้ากากกันแก๊สกำมะถัน
  8. เรือ+รถไปส่งโรงแรมที่อูบุด ฝั่งบาหลี

ที่ต้องจ่ายเพิ่มคือค่าอาหารมื้อเที่ยงเย็น และทิปตามต้องการ ใครจะตามรอยแบบเรา ก็เซฟภาพแพลนแผ่นข้างบนส่งไปให้เค้าเลยก็ได้นะ  จะได้ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ แต่เราสะกดคำผิดไปเยอะอยู่ ขอโทษที ฮ่าๆๆ

สรุปราคามาได้ที่ คนละประมาณ 1,700,000RP หรือประมาณ 4,XXX บาท จำราคาแน่นอนไม่ได้อ่ะ จริงๆแล้วควรจะลองถามทัวร์หลายๆเจ้ามาเทียบราคากัน และต่อรองได้อีก

แต่ด้วยความที่เราจัดการคนเดียวและเวลาน้อยมาก เลยเอาๆไปเถอะ ขี้เกียจพูดเยอะ 5555 ซึ่งพี่ ZigZag ก็ดูแลดี ตอบไลน์ไว จัดการทุกอย่างให้อย่างเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไรเลย นี่ไม่ได้ค่าโฆษณานะ แต่จะมีปัญหาแค่กับไกด์ท้องถิ่นนี่แหละ เดี๋ยวเล่าให้ฟังถัดไป

CONTACT BROMO ZIGZAG
LINE ID : bromozigzag
EMAIL : [email protected]

TIPS

  • แลกเงินรูเปียจากไทยก่อนมา ที่ Superrich จ่ายเงินค่าทริปวันแรก 50% ที่เหลือจ่ายวันสุดท้ายก่อนจากกัน 
  • Simcard ซื้อของ AIS Sim2Fly จากไทย ง่ายดี จะได้ไม่วุ่นวายหาซิมที่สนามบิน ใช้เล่นเนตได้ 8 วัน 299THB
  • ปลั๊กไฟที่อินโดนีเซียไม่เหมือนที่ไทยนะ อย่าลืมหา Adapter มาด้วย

BANGKOK – SURABAYA

เอาหละ เริ่มเดินทางกันได้แล้ว 

เรานัดเจอกันที่สนามบินดอนเมืองตี 5 บินไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ แล้วต่อไปลงที่สุราบายา ถึงประมาณบ่าย 2 โมง มีคนขับรถจาก  BromoZigzag ที่จองไว้ ยืนถือป้ายชื่อรอรับที่สนามบินเรียบร้อย จากสนามบินจะใช้เวลาเดินทางต่อไปหมู่บ้าน Cemoro Village ประมาณ 3 ชม. ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆกับภูเขาไฟโบรโม่ที่สุด แวะทานอาหารเย็น เข้าที่พัก และเตรียมตัวเริ่มทริปอย่างเป็นทางการในวันถัดไป

อ้อ ละการมีผู้ร่วมทริปทั้งหมด 5 คน เราว่ามันพอดีกับรถ 7 ที่นั่งมากๆ เพราะมีที่วางกระเป๋าพอแถมยังนั่งนอนสบายอีก ถ้าจะชวนเพือนมาจำนวนที่พอดีที่สุดคือ 5-6 คนเด้อ รถคันเดียว หารกันได้ราคาดี

คนขับรถเราชื่อ EDDY เอ็ดดี้วัยรุ่นอินโด เปิดเพลงดี มีไวไฟบนรถ ไม่พูดมาก ขับซิ่งนะ แต่ถูกใจพวกเรา 555

ที่พักเป็น Guesthouse ชื่อไรไม่รู้ ให้ซิกแซกจัดมาให้ พวกเราพักไหนก็ได้แหละ เพราะมีเวลานอนแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง เดี๋ยวก็ต้องตื่นเช้ามืดเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว

Mt.Bromo Sunrise

เอ็ดดี้นัดพวกเราตอน ตี 4 เตรียมรถจิ๊ปสีขาวพร้อมคนขับมารับที่หน้าเกสเฮ้าส์เรียบร้อย(รถจิ๊ปใช้เฉพาะที่โบรโม่) บอกเลยว่ามันหนาวมากๆๆๆ ควรเตรียมเสื้อกันหนาวกันลมมาให้ดีนะ 

เมื่อถึงจุดชมวิว เอ็ดดี้พาเราตรงดิ่งไปยังจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ดีที่สุด แล้วนางก็ไป เหมือนเอามาปล่อยอะ คนเยอะมากๆ นักท่องเที่ยวทุกคนมารวมตัวกันโดยนัดหมาย นั่งไปซักพัก ด้วยความที่มันหนาวมาก หากต้องนั่งจองจุดนั้นเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงจนอาทิตย์ขึ้น คงทนไม่ได้แน่ๆ แถวๆจุดชมวิว มีร้านชาร้อนนั่งยองพร้อมเตาผิงเรียงรายกันเป็นตับๆ เลยเข้าไปนั่งพักดื่มชาร้อนให้ความอบอุ่นกับร่างกายก่อน

แสงทองจากดวงอาทิตย์ค่อยๆสาดส่องจนเห็นภูเขาไฟข้างหน้าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเริ่มยกกล้องขึ้นมาถ่าย ภาพที่กดถ่ายเปลี่ยนไปทุกวินาทีแม้จะมุมเดิมๆ



ภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้า มันสวยจนไม่อยากละสายตาจากวิวนี้ไปเลย 

จากภาพ ภูเขาลูกแรกคือภูเขาไฟ Batok
ถัดมาด้านซ้ายที่กำลังมีควรพวงพุ่งออกมาคือภูเขาไฟ Bromo 


เราสามารถมองเห็นหมู่บ้าน Ceromo Village ที่เราพักเมื่อคืนได้ด้วย ตั้งอยู่ตรงสันเขาเลย เหมือนเคยอ่านมาว่าสามารถเดินไปโบรโม่จากหมู่บ้านเลยก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าทัวร์และค่าเข้า แต่คงจะเหนื่อยมากอะ  

หลังจากจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น แก๊งรถจิ๊บเป็นสิบๆคันพร้อมนักท่องเที่ยว มุ่งหน้าลงไปที่ตีนเขาโดยพร้อมเพรียงกัน เหมือนอยู่ในเกมส์แข่งรถอะ ขับฉวัดเฉวียนแซงกันไปกันมา ฝุ่นคลุ้งเลย อีคนนั่งข้างหลังเนี่ย ตูดระบมกันหมดแล้วเด้อ แต่ก็สนุกดี

รถจิ๊บจอดส่งที่ตีนเขา หลังจากนั้นเราต้องเดินต่อไปเองจนถึงปากปล่องภูเขาไฟ ประมาณ 1 กิโล ซึ่งหากดูด้วยตาแล้ว ก็เหมือนไม่ไกล แต่ถ้ากลัวเหนื่อยก็มีแทกซี่รถม้าบริการในราคาไม่ย่อมเยา ตั้งเริ่มตั้งแต่ 50,000-100,000รูเปีย ตามระยะทางที่เหลือ

ส่วนเรานั้น เราเลือกเดินเอาดีกว่า เพราะยังมีแรงเหลือเฟือ เดินไปถ่ายรูปไป ที่นี่ฝุ่นค่อนข้างเยอะ แต่หมอกก็เยอะเหมือนกัน อย่าลืมเอาแมสมาด้วย ระหว่างทางจะเห็นชั้นหมอกขึ้นระหว่างลานดิน และสันเขา สวยมาก พื้นดินดำๆที่เห็นอะเป็นเขม่าควันจากภูเขาไฟทั้งนั้น แปลกตาดี

ระหว่างทางมีจุดนั่งพัก มีน้ำชา มาม่า และดอกไม้แห้งสำหรับโยนลงปล่องภูเขาเพื่อขอพร

เนินสุดท้ายก่อนถึงตีนบันได พวกเราตัดสินใจใช้เงินแก้ปัญหาความเหนื่อย คิดว่าเดินทางเรียบๆอะไหว แต่พอเจอเนินเท่านั้นแหละ ไม่ไหวแน่นอนจ้าา เรียกรถม้าแทกซี่เลยจ้าาา ในราคาโค้งสุดท้าย โดนไป 50,000รูเปีย 

เดิน + ขี่ม้า มาจนถึงตีนบันไดขึ้นไปปากปล่องภูเขาไฟ จุดนี้ไม่มีม้าพาขึ้นแล้วนะคะ ต้องเดินเองบนบันไดเลนเดียว มันจะช้ามาก ถ้าใครรีบก็ออกนอกบันไดไปปีนขึ้นเองเลย เช่นเรานั่นเอง … บอกไว้ก่อนว่ามันเป็นทรายที่ร่วนมากๆ ระวังลื่นเอาได้ง่ายๆ

มองกลับลงไปดูจุดที่เราเริ่มต้นเดิน บันไดชันๆ เนินเขา และลานดินกว้าง ถึงเพิ่งรู้สึกว่าเรามาไกลแล้วนะ แข็งแรงเหมือนกันนี่หว่า ฮ่าๆๆ

นี่คือ ปากปล่องภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ!!!! ภูเขาไฟโบรโม่ ลมหายใจของพระเจ้า อยู่ตรงหน้าเรา เรามาถึงแล้วว้อยยยยยยยย

ในรูภูเขาไฟนั้นยังมีควันพวงพุ่งออกมาอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มากเท่าตอนดูอยู่บนจุดชมวิว เห็นรูเล็กๆอย่างนี้ ตอนระเบิดนี่ไม่ธรรมดานะคะ อย่าไว้วางใจภูเขาไฟไป เพราะมันจะระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีใครรู้ และไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเหมือนคลื่นยักซึนามินะ อีกอย่างก่อนวันที่เรามาไม่กี่วันเพิ่งมีเหตุการณ์ภูเขาไฟอากุงที่บาหลีระเบิดไป พร้อมแผ่นดินไหว ซึ่งหลายๆคนก็เตือนว่าให้ระวัง After Shock แอบหลอนอยู่นิดนึง

มันทั้งตื่นเต้น ทั้งน่ากลัวในเวลาเดียวกัน สันปล่องเขาที่ไม่มีที่กั้น ทางซ้ายก็ตกภูเขา ทางขวาก็ตกปล่อง แต่มันจะมีซักกี่ที่บนโลกเชียวที่เราจะได้มาไต่ปากปล่องภูเขาไฟได้อย่างนี้

*โบรโม่เป็นหนึ่งใน 400 ภูเขาไฟที่ยัง active อยู่ในประเทศอินโดนีเซีย 

เรานั่งเสพย์บรรยากาศบนปากปล่องซักพัก นี่เตรียมช๊อคโกแลตแท่งกับน้ำมากินด้วย เหมือนมานั่งปิคนิคกันอะ จนแดดเริ่มร้อนขึ้น เสื้อกันหนาวที่ใส่มาอย่างหนาเมื่อเช้านี้ก็ค่อยๆถอดอออกทีละตัวๆ แล้วก็ตัดสินใจลงเดินกลับไปที่รถจิ๊ปคันเดิม

บริเวณรอบๆ ภูเขาไฟยังมีทุ่งหญ้าสะวันน่า ให้แวะถ่ายรูปเล่น และแทบจะเป็น Must do ของทริปโบรโม่คือถ่ายกับรถจิ๊ปคูลๆกับทุ่งหญ้า เช่นนี้แล ชะนีทั้งห้า ฮ่าๆๆ

เรากลับมาที่พักตอนเกือบ 11 โมง  เพราะแดดร้อนไม่ไหวแล้ว มาพักเหนื่อยอาบน้ำรอเวลาไปน้ำตกช่วงบ่ายต่อ

MADAKARIPURA WATERFALL

น้ำตกมาดาการีปุระ อยู่ไม่ไกลจากภูเขาไฟโบรโม่เท่าไหร่ ชื่ออาจจะยาวและจำยากหน่อย และการเดินทางเข้าไปก็แอบซับซ้อนซ่อนอยู่กลางหุบเขานิดนึง แต่ก็ไม่ผิดหวังเลยที่ได้มา

จากจุดจอดรถ เราต้องนั่งวินมอไซด์เข้าไปอีกประมาณ 3 กิโลเพราะรถยนต์เข้าไม่ได้ ต่อด้วยเดินเท้าอีก 1 กิโล ค่าใช้จ่ายทั้งวินมอไซด์และไกด์ รวมอยู่ในค่าทัวร์หมดแล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเด้อ

ทางเดิน 1 กิโลนั้นเป็นทางปูนเดินสบายๆ เลาะตามคลองไปเรื่อยๆ สีเขียวธรรมชาติสุดๆ แต่ก็แนะนำอีกรอบว่าพกน้ำเปล่าติดตัวมาด้วยก็ดีนะ

เสียงน้ำตกค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณบอกว่าเราใกล้จะถึงแล้วนะ เท่านั้นไม่พอพี่ไกด์ได้ทำการแจกเสื้อกันฝนให้คนละตัว เอาจริงๆถ้าได้มาอีกรอบก็จะเตรียมชุดว่ายน้ำมาถ่ายรูปกับน้ำตกสวยๆแหละ  แต่คือเมื่อเช้ามันหนาวมาก เลยไม่คิดว่าจะลงน้ำได้ไง เอาเข้าจริงกว่าจะเดินมาถึงน้ำตกก็เหงื่อตกไปเยอะละค่ะ

ละอองจากน้ำตกที่สูงกว่า 200 เมตร (สูงจนแหงนมองยอดน้ำตกละปวดคอไปสามวัน) ตกกระทบสู่ใบหน้า ตัว แขนขา รวมถึงกล้องถ่ายรูปด้วยโว้ยยย เก็บกล้องแทบไม่ทัน ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy S9 มาถ่ายแทน เพราะมันกันน้ำจ้าาาา

มาที่นี่แล้วรู้สึกตัวเล็กลง เหมือนเป็นมดที่กำลังหลงทางอยู่ในท่อประปาอะ นี่ยังเป็นแค่ทางเข้าอยู่นะ ยังไม่ถึงน้ำตก แต่เปียกปอนไปทั้งตัวแล้วจ้า

น้ำตกใหญ่อยู่ข้างหน้าแล้ว เย่ๆๆๆๆๆ

ไกด์พาเดินและปีนป่ายเข้าไปข้างในสุด แล้วบอกให้หันหลังแล้วลองเงยหน้าขึ้นไปมองข้างบนดูสิ 

โอ้โหหห โคตรสวย เหมือนเราอยู่ในหุบเขาลี้ลับจริงๆ สันเขาโค้งเป็นรูปก้นหอยสีเขียว เสียงน้ำตกดังก้องกังวาล นี่เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดที่เคยเห็นมาแล้ว ดีใจที่พาตัวเองมาที่นี่  ของจริงสวยกว่าในรูป ถึงเอาเลนส์ไวด์มาก็กว้างสู้เลนส์ตาตัวเองไม่ได้

ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกหน่อยจ้าาาา ทริปนี้ใช้ไกด์ให้ถ่ายรูปให้คุ้มมาก ไกด์ดีก็ทิปดีนะจ๊ะ พวกเราสวยและสายเปด้วยค่าาา 5555

ออกจากน้ำตก พวกเราแวะทานข้าวกันที่หน้าอุทธยานเลย ก็คือตรงที่จอดรถตู้ส่งเรานั้นแหละ จากนั้นคือนั่งรถยาวๆไปอีก 6-7 ชัวโมง ไปที่พักแถวๆ คาวาอีเจี้ยน ที่จะเป็นภูเขาโหดลูกถัดไปของทริปนี้

เรามาถึงที่พักประมาณ 3 ทุ่ม ความพีคคือ เอ็ดดี้คนขับรถของเรา นัดเวลาเจอกันอีกตอนตีเที่ยงคืน!!!!!!! อื้อหืออ อีดอกเที่ยงคืนนะว้อยยย แค่อาบน้ำกินข้าวกว่าจะได้นอนก็ 5 ทุ่มแล้วจ้า โรงแรมที่จัดมาให้วันนี้ก็อย่างดีเลยเด้อ ถามว่าได้นอนมั้ยยย โน

… แต่ก็นั่นแหละ เราวางแผนเอง อยากเก็บเขาให้หมดในเวลา 2 วันไง สู้ๆนะเพื่อนๆ 5555 จากที่พักนี้ใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมง ไปถึงอุทธยาน ก็ไปนอนบนรถเพิ่มเอาแล้วกันเนาะ

 

คาวาอีเจี้ยน KAWAH IJEN

ตี 2 กว่า พวกเรามาถึงหน้าอุทธยาน ที่ครึกครื้นโช้งเช้งเต็มไปด้วยผู้คน เอ็ดดี้บอกว่าวันนี้เป็นวันหยุด ทัวร์อินโดก็ลง คนเลยเยอะเป็นพิเศษ อากาศก็หนาวเป็นพิเศษเช่นกัน เลขหลักเดียวเด้ออ 

พูดเลยว่าการเดินขึ้นเขาที่นี่ในวันนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งทางชันขึ้นเขาก็เหนื่อยพอแฮงแล้ว คนเยอะ เดินเบียดกัน แซงก็ยาก เดินช้าก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนหลังเหยียบเท้า แล้วต้องคอยระวังรถแทกซี่อีก ….. ใช่ค่ะ มีรถแทกซี่ด้วย แต่เป็นแท๊กซี่รถเข็นละคนลากขึ้นเขา สำหรับคนที่ไม่ไหว ระยะทางทั้งหมดประมาณ 4 กิโลไปถึงสันปล่อง และอีก 1 กิโลลงไปทะเลสาบกลางปล่องภูเขา ช่วงแรกเป็นทางชันขึ้นเขา ช่วงหลังปีนป่ายหิน

กรุ๊ปเรา 5 คนจะมีไกด์อยู่คนนึงที่เอ็ดดี้จัดมาให้ (นางไม่ได้มาปีนด้วยนะ นางนอนอยู่บนรถ) ไกด์แจกหน้ากากกันกลิ่นกัมมะถันให้คนละอัน  ละนางห้อยกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งไว้ที่กางเกง นางบอกเอาไว้กันหลง ให้ฟังเสียงกรุ๊งกริ๊งๆเอาไว้แล้วตามมา  ก็นึกว่ามันจะดีนะ…. 

ดีอออก กุ๊งกิ๊งหายไปตั้งแต่ยังไม่ถึงกิโลแรกเลยจ้าาาา  

ไกด์หายไม่พอ เพื่อนหายด้วย!!!! เพื่อนหายไป2คน แต่ก็คิดว่ายังไงก็คงไม่มีคนหลงทางหรอก คนเยอะขนาดนี้ เดินตามๆเค้าไป ปลายทางก็คงได้เจอกันเอง ซึ่งก็จริงๆฮะ เจอกันปลายทางที่กิโลที่ 4 เป็นขอบปล่องภูเขาไฟ นางนั่งชิลอยู่ ในขณะที่เราเดินหอบแฮกๆมาเป็นเวลา 3 ชั่วโมง สองนางที่หายไป เพราะเรียกแทกซี่ตั้งแต่ตีนดอย นางรุ้ตัวว่าไม่ไหว ต้องใช้เงินแก้ปัญหา ฮ่าๆๆๆ 

พอได้นั่งพักปุ๊ปก็ได้ยินเสียงกุ๊งกิ๊งๆ มาละ เหมือนเรียกหมาเลยอะ ได้ยินเสียงแล้วต้องวิ่งไปหา ไกด์บ่นๆว่าหายไปไหนกัน  ไม่เห็นเลย

เอ้าาาา! กุสิต้องบ่นว่าเมิงหนะหายไปไหนเว่ยยยยย

เรายังเหลือช่วงสุดท้ายอีก1 กิโล ที่ต้องปีนหินลงไปดูเปลวไฟสีน้ำเงิน (หรือ Blue Fire / Blue Frame) และทะเลสาบอีเจี้ยน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของเรา รู้มั้ยว่า Blue Fire มีแค่ไม่กี่ที่บนโลกเองนะเว่ย มันคือสิ่งที่ควรเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง เพราะเคยเห็นภาพในเนตแล้วจิตนาการไม่ออกว่ามันเป็นยังไง ไม่มีใครถ่ายสวยเลย ฮ่าๆ  แต่อิไกด์บอกว่าพวกยูเดินช้า นี่มันจะ 6 โมงแล้วใกล้สว่าง พระอาทิตย์ขึ้นบลูเฟรมก็ดับ พวกยูลงไปดูไม่ทันหรอก เดี๋ยวไกด์จะลงไปถ่ายรูปให้

โอ้โห ได้ยินละโกรธมาก
เรามาที่นี่เพื่อมาดูมันด้วยตาตัวเองอะ ถ้าจะถ่ายรูปให้คือเราเซิดกูเกิ้ลดูก็ได้ปะวะ แล้วยังไง ทำไมมึงลงไปได้แล้วกุจะลงไปด้วยไม่ได้!!! คือซ่าไง จะลงไปให้ได้ค่ะ แต่เพื่อนเราอีก 3 คนขอบาย มันสามารถรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ปากปล่องได้ เป็นจุดชมวิวเหมือนกัน มองเห็นบลูเฟรมอยู่ลิบๆ

แล้วเรากับเพื่อนอีกคนตามไกด์ไป ต้องอธิบายเส้นทางนี้ก่อน คือมันเป็นทางชันๆเดินได้ทีละคน และยังมืดอยู่ อิไกด์พาไปเส้นทางลัดที่ไม่ต้องต่อแถวกับคนอื่น แต่ก็ต้องปีนป่ายมากกว่า อันตรายกว่า โดดไปมา ตูดตะลูดหินจนกางเกงจะขาด ไม่เห็นใจสาวน้อยตัวเล็กๆทั้งสองคนบ้างเลย ตอนนี้ขอไม่เรียกว่าพาไปละ เรียกว่าอิไกด์ถือไฟฉายนำแบบไม่รอเลย  ให้ตามเสียงกุ๊งกิ๊งไปเอง แล้วเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นอีกจนได้ กุ๊งกิ๊งกุแม่งหายไปอีกแล้ว!!!!!! 

นี่ก็สงสัยนะว่าจะรีบไปไหน?
จะหนีไปทำไมวะ? 
หรือกุผิดอะไร?

นี่ลองนึกภาพผู้หญิงสองคน ปีนป่ายหินระยะทางหนึ่งกิโล โดยอาศัยไฟนำทางจากคนอื่น เพราะไม่มีมือไปถือไฟจากโทรศัพท์ตัวเองนะ เหนื่อยก็เหนื่อย แสบตาก็แสบตาจากกำมะถัน บางช่วงก็ไม่เห็นอะไรเลยเว่ย มืดจัด มองเห็นเค้าส่องไฟถ่ายรูปตรงไหน ก็ตรงไปตรงนั้น ขอยืมไฟฉายมาส่องถ่ายรูปด้วย ฮ่าๆๆ

เอาจริงๆ Blue Fire ก็จะหมดแล้วแหละ มาไม่ทัน มันยังเหลือบ้างกระปริดกระปรอย ถ่ายมาได้แค่นี้จริงๆ  หากมาเร็วหว่านี้คงจะได้เห็นเป็นทางยาวๆ เหมือนลาวาแหละมั้ง  ตอนนี้รู้สึกเหมือนยืนดูฉี่สีฟ้าสะท้อนแสงอยู่อะ มันน้อยมาก

ถ้าอยากเห็นภาพชัดๆ ไปเซิดกูเกิ้ลเอาเลยค่ะ เราถ่ายภาพบลูเฟรมสวยๆมาให้ไม่ได้นะคะ แต่ถ้าอยากรู้ว่าของจริงมันเป็นยังไง ก็ลุยมาดูเองแบบเรานี่แหละ แต่ควรเดินให้เร็วกว่านี้ มาวันที่คนน้อยกว่านี้ เอาไฟฉายติดหัวมาด้วย

อย่าเพิ่งถามว่าถ่อมาดูขนาดนี้มันคุ้มมั้ย ตอนนั้นเราก็บ่นกับตัวเองอยู่เหมือนกันว่านี่กุเสี่ยงชีวิตมาดูแค่นี้หรอวะ ฮ่าๆๆๆ

SULFER LAKE

เอาหละ ของจริงมันอยู่นี่ เมื่อฟ้าเริ่มสว่างเราเริ่มมองเห็นอะไรๆมากขึ้น

ทะเลสาบสีฟ้าอยู่ข้างหน้าเป็นทะเลสาบที่อยู่กลางปล่องภูเขาไฟ เห็นสวยๆอย่างนี้แต่เป็นน้ำกรดที่อันตรายห้ามสัมผัส ห้ามดม กลิ่นมันแรงมากๆ ต้องใส่หน้ากากไว้ตลอด แต่หลังๆหายใจไม่ออก เลยถอด พอถอดละจะชินไปเอง

เห็นเค้าว่าที่นี่คือทะเลสาบกรดที่ใหญ่และสูงที่สุดในโลก มันยิ่งใหญ่มากกก กรี๊ดดดๆๆๆๆ ของจริงยิ่งกว่าในรูป มันเหมือนเราอยู่บนดาวอังคารอะ ไม่มีเหมือนอยู่บนโลกเลย กลับบ้านไปกลิ่นซัลเฟอร์ติดเสื้อติดกางเกง ซัก 3 รอบกลิ่นยังไม่หายเลย

จุดเล็กๆใกล้ๆทะเลสาบคือสเกลคนนะ เราเดินจากบนนี้ลงไปสุดข้างล่างนั้นแหละ ในความมืด เราผ่านกันมาได้ยังไงแบบไม่มีไฟวะเนี่ยยย ส่วนตรงควันๆด้านซ้ายเป็นจุดที่มี Blue fire 

เห็นคนงานเหมืองเก็บกำมะถัน (Sulfer) ไปขาย เดินขึ้นลงเขาประมาณ 3 รอบต่อวัน แบกรอบละ 40-70 กิโล แถมยังต้องดมแก๊สพิษนี้ทุกวันอีก งานเสี่ยงขนาดนี้ ไม่รู้ว่าได้เงินคุ้มมั้ย

ไปถ่ายรูปเค้าก็ทิปๆเค้าหน่อยละกัน ผู้หญิงสายเป…

สุดท้าย ระหว่างกำลังปีนกลับสันเขา ได้ยินเสียงกระดิ่งมาแต่ไกล อิไกด์กับลูกค้าสาวคนใหม่ของนาง กำลังจับมือประคองปีนหิน ดูแลกันอย่างดี๊….

เอ้าาา แล้วกุล่ะ!?!?!?!

แล้วคือเราทำไรได้อะ เป็นผู้หญิงสตรอง เลยได้แต่มองอยู่ข้างหลัง นี่ใช่มะ คือเหตุผลที่ทิ้งเราไป เหมาลูกค้า 2 กรุ๊ปในคนเดียว ทำไมเจ้าชู้อย่างนี้เนี่ยยยยย โว้ยยยยยย

(ฟีลแบบเมียหลวงเห็นเมียน้อยเลยอะ แต่นี่ไม่มีตบเมียน้อยนะ แต่จะหักทิปมัน เราเลิกกัน ณ บัดนาว!!)

*จากภาพ ไกด์เราเดินนำเราไป พร้อมชะนีจากไหนไม่รุ 2 คน ลากจูงกันคนละมือ เห้อ ต่อหน้าชั้นเธอทำอย่างนั้นได้อย่างร๊ายยยยย

เพื่อนอีก 3 คนที่รออยู่สันปล่องภูเขาไฟคงนั่งแทกซี่ลงเขาไปหมดแล้ว แต่เรายังคงเลือกเดินเหมือนเดิม ต้องสตรองให้สุดค่ะ 

เผื่อใครนึกภาพไม่ออก นี่แทกซี่เข็น  จำราคาได้ไม่เป๊ะเท่าไหร่ ประมาณ 1,700 บาท ไปกลับ เพื่อนบอกว่านั่งสบายมาก หลับตลอดทางจ้าาา ฮ่าๆๆ นี่คือการใช้เงินแก้ปัญหาที่แท้จริง

ทางเดินช่วงแรกที่เราเดินผ่านมาเมื่อคืน วิวสวยเหมือนกันนะเนี่ยยยย ได้มองภูเขาอีกหลายๆลูก กับทะเลหมอกกก ได้แต่แอบยิ้มภูมิใจกับตัวเอง ว่าเราได้มีโอกาสมาเห็นที่นี่ด้วยตาตัวเองแล้ว ก็สวยนะ แต่ให้มาอีกก็คงไม่มาแล้วแหละ ครั้งเดียวในชีวิตก็เกินพอ ฮ่าๆๆ

เดินมาจนถึงจุดเริ่มต้นอย่างปลอดภัย เจอเพื่อนสาวที่เหลือนั่งจิบชาผิงไฟคลายความหนาวหน้าคาเฟ่บ้านๆแถวนั้น นางลงมาหลายชั่วโมงแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นปุ๊ปก็ลงมาเลย เพราะข้างบนหนาวและลมแรงมากๆ 

ส่วนอิไกด์อะหรอ เพิ่งเดินมาหาเราตอนพวกเรากำลังจะนั่งรถกลับพอดี พร้อมกับทำหน้าหงอยๆ เหมือนเพิ่งรู้สึกผิด แต่ฉันไม่ให้ทิปนะ ไปล่ะ บรายยยยจร้าาา

หมดทริปสตรองแล้ว โชคดีที่สิ่งที่แอบกังวลก่อนมามันไม่เกิดขึ้น(กลัวภูเขาไฟระเบิด) เราออกเดินทางต่อไปยังอูบุดฝั่งเกาะบาหลี หลังจากนี้จะได้กินอิ่ม นอนหลับเต็มที่ซักที(หราาาา) หลังจากเหนื่อยมาหลายวัน แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่คิดเท่าไหร่ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนถัดไป

.
.
.

ขอบคุณเพื่อนร่วมทาง เจนใจ รุ้ง ปิ๊ก ดุ๊ก
.
และนี่ก็เป็นประสบการณ์จากทริปภูเขาไฟโบรโม่ – ทะเลสาบคาวาอีเจี้ยนในแบบของเรา
เจอกันใหม่ตอนหน้าพาไปบาหลีจ้าาา

ต้นอ้อ :}

Comments

comments

One Comment

  1. กุมภาพันธ์ 13
    Reply

    年后第一次来,恭喜恭喜!

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.