Cruising in BANGKOK | Route 001 Hidden treasure

อยู่กรุงเทพมานาน ถ้าจะมีซักวันทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยวในบ้านตัวเองบ้าง คงจะน่าสนุกดี ทริปทัวร์กรุงครั้งนี้ เราไปโซนเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อชมและศึกษา แหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในกรุงเทพ ที่หลายๆคนอาจจะไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยสัมผัสมาก่อน เราเลยเรียกทริปนี้ว่า Hidden Treasure

การเดินทางครั้งนี้ เราไปกันหลายคนด้วยรถ Hyundai Grand Starex รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง บรรทุกชาวแก๊งไปได้ทั้งกลุ่มเลย ตามแพลนที่วางไว้เราจะไปกันที่ ทานอาหารเช้าที่ร้านออนล็อคหยุ่น ไหว้พระที่วัดกัลยาณมิตร ศาลเจ้าเกียงอันกงโบสถ์ซางตาครูส เดินชุมชนกุฎีจีน ลองชิมขนมฝรั่ง ทานอาหารกลางวันที่ระวีกัลยา และใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

เราเริ่มต้นเช้าวันนีอาหารเช้าในบรรยากาศคลาสสิค ที่ร้าน “ออน ล็อค หยุ่น”  ย่านถนนเจริญกรุง เป็นร้านห้องแถวสองชั้น แบบดั้งเดิม ที่เปิดขายมานานกว่า 80 ปี การตกแต่งยังคงแบบเดิมเอาไว้ และยังมีกลิ่นอายแบบบ้านคนจีนยุคเก่าด้วย 

เมนูอาหารเช้าที่นี่เป็นแบบง่ายๆ เช่น เซตใส้กรอก แฮม เบคอน ไข่ดาว ขนมปังต่างๆ ส่วนเราขอแบบเบาๆ อย่างไข่ลวก พร้อมกับชาจีนร้อนๆ ก็พอแล้ว หรือใครที่ชื่นชอบเครื่องดื่มเย็น ก็มีกาแฟเย็น ชาเย็น โอเลี้ยงให้เลือกสั่งได้ตามใจชอบ

ออกเดินทางจากร้านออนล็อคหยุ่น มาที่สถานที่แรก คือ วัดกัลยานมิตรวรวิหาร  ซึ่งถือเป็นวัดประจำฝั่งธนเลยก็ว่าได้ เค้าเชื่อกันว่าหากได้มาสักการะที่นี่ จะดีเรื่องการเดินทางไม่แคล้วคลาด และมีมิตรไมตรีที่ดีดั่งชื่อวัดนั้นเอง 

 ไม่รอช้าค่ะ พวกเราขอเข้าไปสักการะสักหน่อย ทริปของเราจะได้เป็นไปได้ด้วยดี 

เราจอดรถไว้ที่วัดกัลยานมิตร และต่อจากนี้จะเป็นการเดินเลาะชมชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งนี้ ที่เรียกว่า ชุมชนกุฎีจีน ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ย่านธนบุรี มีความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินได้พระราชทานที่ดินให้แก่ชาวจีนและชาวโปรตุเกศที่มาติดต่อค้าขายอยู่บ่อยๆ จึงทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม ธรรมเนียม และขนบประเพณี

ที่นี่มีความผสมผสานระหว่าง 3 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ และอิสลาม สังเกตได้จากมีวัดพุทธ(วัดกัลยานมิตรที่เราเพิ่งไปมา) ศาลเจ้า(จีน) โบสถ์ และมัสยิด ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันแต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบและอบอุ่นตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีจนถึงปัจจุบัน เดี๋ยวเราจะค่อยๆเดินชมกัน ตามเส้นทางริมน้ำเส้นนี้เลยค่ะ

ศาลเจ้าเกียนอันเกง

เมื่อได้มานมัสการเจ้าแม่กวนอิมที่ศาลเจ้าแห่งนี้ นอกจากจะได้รับความสงบร่มเย็นในจิตใจแล้ว ยังจะได้พบกับความงามของศิลปกรรมอันทรงคุณค่าและความสงบแห่งพุทธสถานที่ ซึ่งหาได้ยากในกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน

เดินถัดมาอีกนิด จะเจอโบสถ์ซางตาครูส  Santa Cruz Church เป็นโบสถ์คริสต์นิกายคาทอลิค แห่งที่ 4 ของประเทศไทย เมื่อก่อนเป็นไม้ทั้งหลัง แต่เกิดเหตุไฟไหม้หมดทั้งหลัง จึงบูรณะใหม่ด้วยอิฐปูนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ที่นี่มีจุดเด่นที่ยอดโดมสไตล์อิตาลี่ เป็นอาคารชั้นเดียวที่มีฝ้าเพดานแบบโค้ง รวมถึงกระจกสีที่เป็นเรื่องราวของคริสต์ศาสนา เริ่มก่อสร้างโดยนักบวชชาวโปรตุเกส ที่เคยอยู่อาศัยในที่ดินแห่งนี้

เราได้มีโอกาศขึ้นไปบนยอดโดมของโบสถ์แห่งนี้ ความเท่ของที่นี่คือมีเปียโนไม้อยู่บนยอดโดม สำหรับส่งเสียงสัญญาณให้คนในชุมชม แต่ปัจจุบันหาคนเล่นเป็นได้ยากแล้ว 

เดินเข้าไปดูในชุมชนกันบ้างค่ะ ในนี้เป็นตรอกทางเดินเล็กๆ อยู่ข้างๆโบถส์ บางบ้านเพ้นกำแพงเป็นสีสัน บางบ้านยังเป็นบ้านไม้เก่าๆอยู่ เดินดูเพลินเลย 

เราแวะเข้าไปดูบ้านไม้เก่าหลังหนึ่ง ที่มีประวัติไม่ธรรมดา คือ “เรือนจันทรภาพ” เป็นเรือนไทยวิคตอเรีย ที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีป้าแดง ผู้ดูแลเรือน จะเป็นผู้เล่าประวัติให้ฟัง

ป้าแดงเล่าว่า สมัยเกิดเหตุการณ์กบฏแมนแฮตตัน ที่นี่ได้เปิดบ้านให้ความช่วยเหลือประชาชน ทหาร ตำรวจที่ได้บาดเจ็บจากการปะทะกัน ซึ่งตัวบ้านยังมีรอยกระสุน และร่องรอยความเสียหายจากเหตุการณ์วันนั้นอยู่เลย

ใครจะไปคิดว่าซอยเล็กๆนี้ ลึกเข้าไปอีก จะมีคาเฟ่เล็กๆน่ารักๆ ซ่อนอยู่ ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่ดัดแปลงมาจากบ้านไม้เก่า และยังทำเป้นพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน ที่รวบรวมข้อมูลชุมชนชาวสยาม-โปรตุเกส ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ทุกสิ่งหย่างตั้งแต่รากเหง้าของชุมชน (เค้าเขียนไว้งี้นะ ฮ่าๆ)

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยนั้นก็คือ “ขนมฝรั่ง” อย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนมีชาวโปรตุเกสมาอยู่อาศัยที่ชุมชนนี้ แม่บ้านก็เลยได้สูตรขนมที่แตกต่างจากชุมชนอื่นๆ จึงเกิดเป็นขนมฝรั่งขึ้นมา ขนมฝรั่งทำจากไข่แป้งน้ำตาล ตีให้เข้ากันแล้วไปอบในเตาอบโบราณ ซึ่งในบ้านที่ทำขนมก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมวิธีการ แล้วก็ซื้อขนมเป้นของที่ระลึกติดไม้ติดมือไปด้วย

เดินสำรวจเมืองกันจนเหนื่อยแล้ว ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี  เราเดินทางต่อไปที่ ร้าน ระวีกัลยา ย่านกรุงเกษม ที่นี่คือโรงแรมที่เอาเรือนพักอาศัยของพระนมของรัลกาลที่ 6 มาประยุกต์เป็นโรงแรมลักษณะรีสอร์ท โดยตัวเรือนเดิมสร้างขึ้นเมื่อปี 2400 และยังคงสภาพเดิมอยู่  ทั้งตัวอาคารและต้นไม้โดยรอบ ส่วนอาหารของที่นี่มีทั้งอาหารไทยชาววังรสชาติดั้งเดิมและอาหารสไตล์ฟิวชั่น

อาหารแนะนำของที่นี่คือ ขนมจีนน้ำยาป่าใส่กุ้งทะเลแนมผักพื้นบ้าน และตอนเสริฟไม่ได้ให้มาแค่กุ้งนะ ให้มาทั้งทะเลเลยหละ 

พล่าปลาหมึกแล่เดรสซื่งกระทกรก

ข้าวซอยไก่

ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง เต้าทึงรวมมิตร หวานๆ เย็นๆ เป็นอันจบพิธี

ออกจากร้านอาหารมาไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่แถวอนุสเสาวรีย์ประชาธิปไตยนี่เอง อย่างที่บอกว่าทริปนี้เป็นทริปศึกษาวัฒนธรรม และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การชมพิพิธภัณฑ์จึงเหมาะกับทริปนี้แบบที่สุดล่ะ 

นิทรรศรัตนโกสินทร์

เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์ จะมี 2 เส้นทางให้เลือก เส้นทางละ 2 ชั่วโมง หรือถ้าอยากดูหมดเลย ก็จะใช้เวลา 4 ชั่วโมง เหมือนจะนานนะ แต่พอเข้าไปจริงๆแล้ว มันไม่น่าเบื่อเลย เป็นการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เหมือนสรุปหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย 20 เล่มไว้ใน 2 ชั่วโมงอะ เข้าใจง่ายและสนุกด้วย 

ในส่วนนี้ ยอมรับว่าถ้าพิมพ์อธิบายรายละเอียดเนื้อหาในแต่ละห้องก็คงจะไม่สนุกเท่าที่เห็นมา และน่าจะไม่ต่างอะไรกับการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์อะเนอะ เอาเป็นว่า เราว่าการมาดูพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่กิจกรรมที่น่าเบื่อ แต่เป็นกิจกรรมของคนที่หมั่นรู้ อยากรู้อยากเห็น และต้องการหาความรู้ประดับสมอง นี่บอกเลยว่า เราเองก็ตั้งใจมาดูเพราะจะได้เอาไปตอบเพื่อนต่างชาติได้ ว่าประเทศเรามันเป็นมายังไง เล่าให้มันฟังแล้วดูฉลาดขึ้นมาทีเดียว อิอิ

นอกจากจะมีโซนพิพิธภัณฑ์แล้ว ข้างในมีห้องสมุด เข้าไปหาความรู้กันเพิ่มเติมได้นะ แอร์เย็น นอนสบายมากค่ะ 

ที่ชั้นบนสุดของอาคาร ยังเป็นจุดชมวิวเมืองที่สวยมากแห่งหนึ่งด้วย เห็นทั้งภูเขาทอง โลหะปราสาท และวัดราชนัดดา บนนี้มีคาเฟ่นั่งชิล นัดเพื่อนมาเสวนาพาเพลินกัน

และแล้วก็จบไป 1 วันในกรุงเทพ รูทแรกของเรา น่าจะเป็นไอเดีย สำหรับคนที่กำลังหาที่ไปในกรุงเทพได้ จริงๆแล้วเราว่าไม่ว่าจะมากับใคร จะเที่ยวแบบไหน กรุงเทพก็ยังคงมีอะไรให้ทำเสมอ เลยคิดว่าน่าจะมีรูทต่อๆไปแน่นอน ครั้งเดียวไม่พอหรอก อิอิ เดี๋ยวยังไงติดตามได้ในเพจ high on dreams และ www.highondreams.com นะคะ

ทริปนี้ต้องขอบคุณ Hyundai Grand Starex คันนี้ ที่พาเราลัดเลาะเมืองกรุง ตั้งแต่ย่านจรัญ ยันกรุงเกษม แล้วปิดท้ายที่รัตนโกสินทร์ ถึงแม้ว่าเป็นรถใหญ่ แต่ก็สามารถขับในเมืองได้ง่าย เพราะวงเลียวแคบเพียง 5.6 เมตร โดยเฉพาะเวลาจะจอดรถในที่แคบ ยังสามารถใช้กล้อง Smart View System ที่แสดงภาพในมุมมอง 360 องศา รอบคันรถ มันเลยสะดวกมากๆ

ด้วยความกว้างของรถ ขนาด 7 ที่นั่ง และประตูบานเลื่อนไฟฟ้าที่สามารถขึ้นลงได้จากทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเดินทางกับเพื่อนหรือครอบครัว สามารถนั่งเอนหลังกันไปยาวๆ เม้ามอยกันได้อย่างสะดวก ถ้ารถติดก็ยังมีอุปกรณ์ที่รองรับสิ่งบันเทิงเต็มรูปแบบ ด้วยทีวี 13.3 นิ้วพร้อมเครื่องเล่นดีวีดี นี่แหละรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบครอบครัวที่อบอุ่นได้ดีทีเดียว

Comments

comments

Be First to Comment

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.