8days Backpacking Northern Vietnam | Backpack ไปเวียดนามเหนือคนเดียว 8 วัน

Sapa – Hanoi – Catba Island – Halong Bay
ซาปา – ฮานอย – เกาะกั๊ตบาร์ – ฮาลองเบย์

Backpack ไปเวียดนามเหนือคนเดียว 8 วัน
กระทู้นี้ไม่ได้จะมาโม้ว่าไปคนเดียวเท่จะตาย แต่จะบอกเรื่องสิ่งที่จะเจอเมื่อไปเที่ยวคนเดียว มันไม่ได้คูลอย่างที่คิด

ก่อนอื่นเลย
เราไปเที่ยวคนเดียวมาก็บ่อย
ถามว่าชอบไปเที่ยวคนเดียวหรอ? คือเมื่อก่อนคิดตัวเองเป็นคนชอบไปเที่ยวคนเดียว ชิกๆคูลๆ แหละ แต่ตอนนี้ตรัสรู้แล้วว่า กุแค่ไม่มีเพื่อนไปโว้ยยยย ฮ่าๆๆๆๆ

…..

ครั้งนี้เราไปเวียดนามคนเดียว 8 วัน ไม่ได้เที่ยวเยอะกว่าใครๆ ที่มารูทนี้เท่าไหร่หรอก แต่เน้นได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ และสบายใจ นี่คือสิ่งสําคัญ

002
ไปคนเดียวยังไงให้สบายใจ

1.เตรียมแผนการเดินทางให้พร้อม อยากเห็นอะไรบ้าง รู้ว่าจะไปไหนด้วยวิธีไหนบ้าง

2.บอกพ่อแม่หรือคนสนิทให้รู้ไว้ว่าวันไหนเราจะอยู่ไหน เค้าสบายใจ เราก็สบายใจ

3.ไม่ต้องจองทุกอย่างล่วงหน้าทั้งหมดทีเดียว มันบีบเราเกินไป มันจะไม่สบายใจ เอาแค่ที่ชัวๆพอ บางอย่างก็จองออนไลน์แพงกว่าไปซื้อหน้างาน
เช่น จองตั๋วเครื่องบินเพื่อราคาถูก และที่พักวันแรกของทริป ส่วนอื่นๆเราจองในระหว่างทริปเลย

4.อย่าพะรุงพะรัง
ของอย่าเยอะ กระเป่าอย่าหนักไป เอาแต่จําเป็น เสื้อผ้าซักระหว่างทริปเอาได้ อันนี้เรื่องความสบายตัวล้วนๆ ไม่มีผู้มาแบกให้นะคะ เราต้องสตรอง

5.ทําประกันการเดินทาง
อันนี้สําคัญ ไม่มีเพื่อนมาช่วยดูแลก็ให้ประกันดูแลแทน การเจ็บป่วยระหว่างทริปมันไม่ใช่เรื่องสนุกนะ ยิ่งต่างประเทศด้วย ถ้าหากว่าเครื่องบินดีเลย์ ก็สบายใจไปหลายเปาะ

ทริปนี้ ก่อนไปเราทําประกันของ MSIG ประกันภัย
จองออนไลน์ได้เลย ก่อนการเดินทาง 2 ชั่วโมง ผ่านทาง http://www.msig-thai.com (เราใช้สิทธิ์นั้น เพราะมัวแต่วุ่นกับการเตรียมอย่างอื่น 555) ประกันการเดินทางแบบ EASY 2 (เหมือนประกันชั้น 2 อะ) คือครอบคลุมทุกอย่างที่บอกมาข้างต้น แต่จะได้เงินประกันน้อยกว่า Easy 1 จริงๆแล้วถ้าเราไปญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ๆค่าครองชีพแพงๆ ก็จะซื้อชั้น 1 อะ มันคุ้มกว่า หรือตัวมาแต่กระเป๋าไม่มา แล้วถ้าหากเลวร้ายกว่านั้นโดนจี้ปล้น ทําร้ายร่างกาย ประกันภัยการเดินทางก็ช่วยรับผิดชอบในส่วนนี้ แต่ก็ต้องดูแผนประกันท่ีเลือกซื้อด้วยว่า ความคุ้มครองนั้นครอบคลุมทุกข้อความคุ้มครองหรือไม่

เพื่อความชัวร์ควรซื้อแผนที่ครอบคลุมทั้งหมดจะดีที่สุด แต่อย่าให้ต้องใช้ประกันเลยจะดีที่สุดเนอะ ดูเงินประกันแต่ละแพลน ได้ที่นี่ http://www.msig-thai.com/msig/traveleasy/plan.pdf

ตอนนี้มีโปรโมชั่น ซื้อประกัน 1000 บาทขึ้นไป ได้ Gift Voucher ไปกิน Starbucks สวยๆที่สนามบิน 200บาท หรือถ้า 500 บาท ได้ Gift Voucher Starbucks 100 บาท ซึ่งจะได้พร้อมกรมธรรน์ส่งมาที่บ้าน นี่ก็ซื้อทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างประเทศ ได้มาเกือบพันแล้ว 555

003 นั่งรถไฟไปซาปา

เราเดินทางไปเวียดนามด้วยสายการบิน Jetstar ตอนบ่าย 2 ไปถึงเวียดนามประมาณ 5โมงเย็น เดินออกจากสนามบิน หันซ้ายหาป้ายรถบัสไป Train Station (ราคา 30,000ดอง) เลือกรถสาธารณะสบายใจกว่า กลัวโดนหลอก 555

ด้วยความที่มีความกลัวเวียดนามประมาณนึง จากการบิ๊วของเพื่อนๆที่เคยไปมา โดนหลอกโน้นหลอกนี่ มันเลยทําให้ต้องระวังตัวมากกว่าเดิม ยิ่งมาคนเดียวครั้งแรก

โชคดี บังเอิญคนเวียดนามที่ยืนข้างๆบนรถบัสเข้าเมือง เห็นว่าเราพูดภาษาอังกฤษ เลยมาคุยด้วย นางบอกเพิ่งบินมาจากกรุงเทพเหมือนกัน เราเลยถามเรื่องสถานีรถไฟใหน้ างดูตั๋วที่เราจองไว้ก่อนมา แล้วบอกว่า รถคันนี้มันไม่ผ่านเทอมินอล B นั้นนะ ต้องลงตรงอื่นแล้วเดินต่อนิดนึง เปิด MAP เดินต่อ 5 นาทีก็ถึงค่ะ

ไอ่เราก็ อ่าวเห้ยยย นี่มันมีรถไฟหลายที่หรอกหรอเนี่ย เอ๋อค่ะเอ๋อ

เออนั้นแหละ ทําให้การขึ้นรถบัสครั้งแรกในเวียดนาม เงินในกระเป๋าตังยังอยู่รอดปลอดภัย อิอิ และสร้างภาพลักษณ์ให้คนเวียดนามไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

หลังจากถึงสถานีรถไฟเทอมินอล B เรียบร้อย รถไฟ Over Night Train ที่เราจองก่อนมาจากเว็บนี้ https://www.hanoisapatrain.com/ticket.html ที่นี่มีหลายบริษัท หลายราคาค่ะ แต่ว่ามันอยู่ขบวนเดียวกัน แค่คนละโบกี้เฉยๆ แนะนําว่าไม่ต้องจองก่อนก็ได้ จองผ่านเว็บนี้มแพงกว่าหน้าสถานีหลายเท่า เอาไว้ดูภาพแต่ละขบวนต่างกันยังไงดีกว่า ของเราเป็นของบริษัท Sapaly ราคา $42 แชร์ห้อง 4 เตียง รถไฟออก 4 ทุ่มตรง ตรงเวลามากๆค่ะ และให้คนเข้าไปนั่งก่อน 1 ชั่วโมง เลือกบริษัทนี้เพราะอ่านรีวิวเค้าบอกเป็นโบกี้ใหม่ ราคาสูงกว่าอันอื่นนิดเดียวเอง แต่พอมาเห็นของจริงแล้ว แต่ละอันแทบไม่ต่างกันเลย เตียงดูดี น่านอนจริงๆ

ในนี้จะมีหมอนนุ่มๆ ผ้าห่มหนาๆ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน น้ําปล่าว ชา กาแฟ ขนม เหมือนอยู่โรงแรมเลยอะ

004 โกซาปา

8 ชั่วโมงผ่านไปบนรถไฟ เช้าแล้วจ้าาา ตื่นมาก็วาปมาถึงลาวไก (Lao Cai) จากลาวไกต้องต่อรถไปซาปาอีกที

ความเอ๋อเกิดขึ้นทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากรถไฟ ก็มีฝูงชนมารุมเร้า แทกซี่มั้ยๆ ซาปามั้ยๆ รุมจนน่ากลัว คิดไปว่าจะฉกอะไรจากกระเป๋าไปรึปล่าว มัวแต่พะวงของ อยากจะไปจากตรงนี้ให้ได้

เกลียดช่วงเวลานี้ที่สุด เพราะหัวหมุนไปหมด จนไปตกลงกับอีลุงคนนึงได้ไงก็ไม่รู้นะ บวกกับความโง่ของตัวเองด้วยแหละ

เรานั่งรถบัสต่อเข้าซาปา ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ลุงบอกราคาที่ $3 (~100บ.กว่าๆ) โอเคเพราะเลขมันน้อยๆ พอขึ้นมาแล้ว จ่ายตังแล้ว เลยแอบถามคนข้างๆ เค้าบอกว่ามันราคาแค่ 25,000ดอง แค่นั้นเอง (~38บาท) เจ็บใจนัก โดนฟันครั้งแรก

T_T

แต่ช่างมันไปก่อน

ตอนนี้มาพะวงเรื่องความหนาวของซาปา มันหนาวมากกกกกกก เลขหลักเดียวทุกวัน ประมาณ 5-7 องศา ดีที่เตรียม ฮีทเทคมา ก็เลยเอาตัวรอดได้ (Heattech คือ ชุดกักความอบอุ่นจากร่างกาย ชุดบางๆแนบเนื้อ เหมือนใส่เลคกิ้งขา+แขน)

รถส่งเราตรงไหนก็ไม่รู้ เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง เราต้องเปิดแผนที่ดู แล้วขอลงพร้อมกับคนอื่นๆ แล้วค่อยเดินไปโฮสเทลที่จองไว้

 

เราพักที่ Go Sapa Hostel ก็โอเคนะ เราชอบเพราะมันมีพ้ืนที่ส่วนกลางชิลดี ถึงแม้ว่าจะไกลจากเมืองไปหน่อย

005 เค้าบอกซาปาเป็นเมืองเล็กๆ

แต่มันก็ไม่ได้เล็กแบบที่คิดไว้เท่าไหร่ มันเป็นเมืองที่กําลังขยายตัว มีหลายที่กําลังก่อสร้าง มีส่วนที่เป็นเมืองเก่า ตลาด และบาร์(เยอะ) ช่วงที่เราไป หมอกลงหนามาก กลายเป็นเมืองในม่านหมอกเลย พอได้เห็นแดดแล้วจะดีใจเป็นพิเศษทั้งๆที่มันก็ธรรมดา 555  คนส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อมา trekking ขึ้นเขา เดินป่า อยู่กับชาวบ้าน แต่เป้าหมายของเราคือมาสัมผัสความหนาว และยอดเขาฟานสิปัน ยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดไชน่า

เราอยู่ที่นี่ 2 คืน วันแรกคือเดินเมืองไปเรื่อย และวันที่สองจะออกไปตะลอนนอกเมือง

อาหารมื้อแรกที่ซาปา เฝอเนื้อริมทะเลสาบ ชามละ 50,000 ดอง ตอนเข้าไปสั่งก็ชี้ๆ จะเอาแบบโต๊ะนั้น ละก็ได้มาแบบรอเอาจากครัวเลย คือกลัวเค้าไม่มาเสริฟที่โต๊ะ 555

ระหว่าเดินเล่น ก็เจอแก๊งเด็กชาวเขาขายเชือกผูกข้อมือ ด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูของนาง เลยขอถ่ายรูป…. หลังจากนั้นเท่านั้นแหละ ความชิบหายมาเยือน เราซื้อเชือกผูกข้อมือมาอันนึงแต่ดันไปหยิบจากมัดของเด็กอีกคนนึง นางเลยงอน จะให้ซื้ออีกให้ได้ เราก็งงมั้ยวะ จะรู้มั้ยหละว่ามัดนี้มันของใคร ยื่นมาให้เป็นสิบมัดอะ เราไม่ซื้อ เราเดินหนี เพราะซื้อมาแล้วไม่เอาอีกแล้ว ชะนีนางน้อยในภาพที่คนที่น่ารักๆหายไปแล้ว มองหน้าเราแล้วก็ด่าๆแช่งๆ (ฟังไม่ออกแต่สีหน้าแบบนั้น ด่ากุแน่นอน) เราเดินหนี นางเดินตาม เราไม่สนใจ นางก็มาขวางหน้าในทุกสิ่งที่เรากำลังจะทำ (กำลังจะกินหมูปิ้ง) โอ้ยยย สลัดไม่หลุดเลยเว่ยยย นางร้ายยยย ตอนนั้นมีคนเวียดนามแถวนั้นถ่ายคลิปไว้ด้วย

สุดท้ายก็ให้ก็ให้วะ รำ …
และคาดว่านางทำแบบนี้แล้วได้ผลมาหลายรายแล้วด้วย

006 ตะลอนตะลอน

ในวันที่ 2 นี้ เป็นวันตะลอนเที่ยว เราเช่ามอไซด์จากร้านแถวๆโฮสเทล ราคา 100,000ดอง รวมค่าน้ํามันอีก 50,000ดอง รวมๆก็ประมาณ เกือบ 250 บาท ก็โอเคนะ ไม่แพงๆ ขับไปตาม Tourist spot ต่างๆ ตรงไหนสวยก็จอดแวะถ่ายรูป

ไปแบบหนาวๆ และ เหงาๆ

น้ําตก Silver Waterfalls

(ค่าเข้า 20,000ดอง) อันนี้อยู่ริมถนนเลย ยืนดูอยู่ริมถนนก็ได้ จะเข้าไปถ่ายก็เเสียค่าเข้า

น้ําตก LOVE WATERFALLS
(ค่าเข้า 70,000ดอง) ต้องเดินต่อเข้าไปประมาณ 20 นาที ถ้ามาหน้าไม่หนาว ก็คงจะโดดลงน้ําแล้วละมั้ง เสียดาย มาคนเดียว และมันหนาวมากกกก 555 แหมมมม แล้วดูชื่อดิ Love waterfall เหมาะกับคนมาเป็นคู่เชียวนะเมิง เสื้อคู่ด้วยอะ อย่ามาขอให้ถ่ายรูปให้นะ เป็นเมน อารมณ์ไม่ค่อยดีอะค่ะ (วิถีคนพาล 555)

มาคนเดียวตั้งกล้องถ่ายเองก็สวยได้ค่ะ ฮ่าๆ สตรองงงง!!!

007 ฟานสิปัน

จะบอกที่นี่คือจุดมุ่งหมายของการมาซาปาก็ยังไงอยู่ เพราะเหมือนจะมาผิดฤดูไปหน่อย ลุ้นๆเยี่ยวเหนียว ว่าเสียตังค่าขึ้นเคเบิ้ลคาร์ 700,000ดอง (~1000บาท) แล้วจะได้เห็นวิวทะเลหมอกแบบที่หวังมั้ย

เราเข้ามาที่นี่ถึง 2 ครั้งเพื่อมาดูว่าฟ้าข้างบนมันโปร่งมั้ย คือมันจะมีทีวีถ่าย Realtime ข้างบนยอดให้ดูว่ามันเป็นยังไง ครั้งแรกเราไปช่วงเชา้ เห็นภาพในทีวีแล้วมีหมอกลงและคนเยอะมาก ก็เลยไปน้ําตกก่อน แล้วค่อยเข้าไปช่วงบ่ายอีกที แต่ช่วงบ่ายที่เราไปนี่สิ จอทีวีเรียลไทม์ดันเสีย ไม่เปิดซะอย่างงั้น ต้องไปลุ้นเอาข้างหน้างาน ส่องจากข้างนอกก็มองไม่เห็น เพราะมันอยู่สูงมาก 3014ม จากระดับน้ําทะเลเลยนะ

ใจนึงก็อยากลุ้น อุส่ามาถึงที่นี่แล้ว
อีกใจก็อยากถอนตัว เพราะเสียดายตังค์ ถ้าขึ้นไปแล้วไม่เห็นอะไร

เอาวะ ไปก็ไป

จ่ายตังค์ซื้อตั๋วเรียบร้อย เดินข้ึนเคเบิ้ลคาร์อย่างสวยงาม ด้วยความหวังอันริบหรี่ เคเบ้ิลคาร์ใช้เวลา 15 นาที เพื่อข้ึนไปจนถึงยอด

แรกๆ ก็ดูสวยดี

DCIM100GOPROGOPR8193.

ขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ

ขึ้นไปเรื่อยๆ หมอกเริ่มมาแล้วจ้าาา ตายล่ะๆ เริ่มหนาวด้วย จนต้องหยิบแจ๊คเกตมาใส่เพิ่ม

น่าจะใกล้ถึงแล้ว

 

ถึงแล้วจ้าาาาาาาาาาาาาาาา ขาวไปหมดเลยจ้าาาาา 55555 หัวเราะย้อมใจตัวเองงง ฮือๆ

ยอดเขาฟานสิปันของฉัน เป็นแบบนี้จ้าาาา

เทียบให้ดูกับของเพื่อนที่เพิ่งไปมาเมื่ออาทิตย์ก่อน เป็นแบบนี้ ฉันควรจะเจอแบบนี้ ฮือๆๆๆ

ไปๆ กลับค่ะ เวลาให้ซาปาหมดลงแล้ว

ถ้ามีโอกาศได้มาใหม่อีกรอบ คิดว่าจะลองเดิน Trekking ขึ้นดูดีกว่า นอกจากจะได้เห็นยอดเขาแบบถูกที่ถูกเวลาแล้ว ก็ได้ลองใช้ชีวิตแบบชาวเขา กินอยู่กับชาวเผ่า น่าจะสนุกดี ถึงจะไม่เห็นอะไร แต่ก็ได้ประสบการณ์กลับมาบ้าง

บายนะ ซาปา

008 Sleeping Bus

ฮานอย ไป ซาปา
ซาปา ไป ฮานอย

นอกจากรถไฟแล้ว ก็มีรถบัสด้วย ใช้เวลาเร็วกว่า(5ชม.) ถูกกว่า(เยอะ) แถมเป็นรถนอนด้วย

อ้าวววว

อาจจะมีคนคิดว่า รถไฟที่เราขึ้นขามานี่กลายเป็นเสียเวลาและเสียตังเลยนะ แต่ความคูลมันต่างกันเยอะค่ะ รถไฟมีความเก๋ คลาสสิค โลคอล ต้องใช้รสนิยมและเงินล้วนๆค่ะ
ถามว่าจะนั่งรถไฟอีกมั้ย ก็ไม่แล้วล่ะ 5555

รถบัสเราซื้อตั๋วผ่านเค้าเตอร์ของโฮสเทล 220,000ดอง เวลา 11โมงเช้าถึงฮานอย4โมงเย็น ราคานี้น่าจะรวมโฮสเทลชาร์ตราคาด้วย แต่ก็สะดวกกว่าเดินไปซื้อที่ท่ารถแหละ

009 HANOI

รถบัสส่งเราที่ Old Quarter จองโฮสเทลไว้ที่ Flipside Hostel ห่างกันประมาณ 3-4 กิโลเมตร จะเดินก็ไม่ไหวมีกระเป๋าใหญ่ นั่งบัสก็ไม่รู้ขึ้นสายอะไร ตัวเลือกสุดท้ายคือ TAXI

เอาหละ นี่จะเป็นครั้งแรกที่ขึ้นแทกซี่ในเวียดนามละนะ โรคป๊อดกําเริบค่ะ 5555 กลัวโดนฟันหัวแบะ กลัวโดนพาไปปล่อยที่อื่น กลัวขโมย กลัวสารพัด เพราะอ่านมาเยอะ (บางทีก็คิดว่าคิดมากไปนะ) เลยหาเพื่อนนักท่องเที่ยว บนรถบัสมาร่วมหัวด้วย

“ยูๆ พักอยู่แถวโอควอเตอร์ป่าว?”

คําถามเปิดบทสนทนาสั้นๆ แต่คุยต่อไปได้ยาว

เราได้เพื่อนแชร์รถแทกซี่มา 2 คน ใน 3 กิโล โดนไป 100,000ดอง(นี่ต่อราคาแล้วจากแสนห้า) 55555 โดนหลอกอยู่ดี เพราะถ้ามิเตอร์มันน่าประมาณ 4-5หมื่น คือก็รู้ว่ามันแพงนะ แต่พอหาร 3 แล้วมันก็เบาใจกว่าโดนคนเดียว แล้วพวกนางเป็นประเภท โอ้ย แสนห้าเอง ถูกกว่าประเทศฉันตั้ง 5 เท่า คือนางเป็นสองสาวมาจากเนเทอร์แลนด์ รสนิยมดี มีเงินใช้

…..

ฮานอยค่อนข้างวุ่นวาย เสียงแตรกระหน่ํามาก ไม่เข้าใจตรรกะของการบีบแตร จะขอทางหรือจะอะไร พี่บีบกันทุกคน แล้วใครจะเป็นคนให้ทางใครอะ งง? แต่ก็เป็นเมืองที่น่ารักดี ถ่ายรูปสวย น่าจะอยู่อีกซักวัน

เราพักที่ฮานอยแค่คืนเดียว กะเตรียมตัวซื้อตั๋วไปเกาะกั๊ตบาร์ (Cat Ba) และฮาลองเบย์ ในวันถัดไป ซึ่งตั๋วก็ได้จากร้านข้างโฮสเทลนี่แหละ (Flipside Hostel) โฮสเทลขาย 400,000ดอง แพงไป ส่วนร้านข้างๆขาย 16dollar+ที่พักโฮสเทลฟรี 1 คืน ถามว่าถูกมั้ย ก็ไม่ถูกนะ แต่ถ้าให้ไปต่อรถเองก็ขี้เกียจไง นี่มันราคาของคนขี้เกียจโว้ยยย 555

แพคเกตทัวร์ของเราจะเป็นต่อรถ 3ต่อ คือรถบัสฮานอยไปท่าเรือไฮฟอง 3 ชั่วโมง ต่อเรือไปเกาะ catba อีก 1 ชั่วโมง นั่งบัสจากท่าเรือไปตัวเมือง catba อีก 1 ชั่วโมง เค้าปล่อยทุกคนลงหน้า Fullmoon Hostel ซึ่งที่พักเรา ที่ได้มาฟรีๆจากแพคเกตทัวร์

นี่คือท่าเรือไปกั๊ตบาร์แบบเรือชาวบ้าน มันจะคนละท่ากับท่าเรือในตัวเมือง มันเลยราคาถูกไง

010 CATBA

กั๊ตบาร์ไม่ใช่เกาะเล็กๆแบบที่คิด แต่มันเป้นเมืองๆนึงเลย มีร้านอาหารทะเล อาหารจีน ภัตตาคารกลางน้ำ แต่ที่เกาะช่วงนี้ค่อนข้างเงียบ และหนาวมากกกก กะว่ามาเกาะแล้วจะได้ฟีลซัมเมอร์ซะหน่อย แต่คือตอนนี้เป็น LOW SEASON เค้าก็เลยซื้อทัวร์แถมห้องพักไง

ตามแพลน เราจะทัวร์กั๊ตบาดังนี้
วันแรก ชิลในเมืองนี่แหละ
วันสอง ทัวร์รอบเกาะ
วันสาม ออกทริปเรือไปฮาลองเบย์
วันสี่ กลับบ้าน

แต่วันนี้อยากกลับแล้วววววว ฮือ

011 BIKE TRIP

วันทัวร์รอบเกาะ
ตอนแรกว่าจะเช่ามอไซด์ขับ มอไซด์ที่นี่ราคาถูกนะ $4 เอง แต่กลัวจะเหงาเหมือนตอนอยู่ซาปา บอกตรงๆ ตอนนั้น เซ็งจนอยากกลับบ้านมาก มันเหงา มันเบื่อ แต่ด้วยความซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไว้แล้ว มันเสียดายตังค์

เราถามเพื่อนรูมเมตเตียงข้างๆ ว่าวันนี้มีแพลนจะไปไหนมั้ย บังเอิญมากที่ อลัน(ชื่อรูมเมท) ก็แพลนจะทัวร์เกาะวันนี้เหมือนกัน และนางก็ทัวร์เวียดนามด้วยมอไซด์มา 1 อาทิตย์แล้ว ซื้อมอไซด์จากฮานอย ขับจากเหนือไปใต้ ใน 1 เดือน แล้วไปขายที่โฮจิมินทร์ นี่มันแพลนในฝันชัดๆ!

งั้นขอติดรถไปด้วยเลยก็แล้วกัน นางก็ตอบตกลงอย่างยินดียินงาม

แล้ว BIKE TRIP ของเราก็เริ่มขึ้นแบบมันส์ๆ เพราะนางมีแก๊งสเตอร์อีก 4 คน 4 คัน นี่ก็ซ้อนทั้ง 4 คันเลยจ้าาา ซ้อนไม่พอ ขอขับด้วย

ทางมันก็จะ DIRTๆ หน่อย แต่ก็สวยใช้ได้เลย มีทั้งโซนขึ้นเขา เข้าป่า และเลียบทะเล

012 CATBA NATIONAL PARK

จุดแรกของทริปคือเราตรงไปที่ Cat ba National Park เสียค่าเข้า 40,000ดอง และต้องเดินเข้าไปอีก 1 กิโล อย่าคิดว่าน้อยนะ เพราะมันคือการปีนขึ้นเขาเลยแหละ เหนื่อยโฮกค่าาา ทั้งขึ้นบันได ทั้งปีนป่าย

ท๊าาด๊าาาา…..
ยังค่ะ ยังไม่ถึง นี่เพิ่งจุดแรก เริ่มถอดเสื้อกันหนาวออกเรื่อยๆ ร้อนแล้วๆ

นี่คือหอคอยชมวิวระหว่างทาง วิวสวยมากก แต่ยังไม่ถึงนะ เดินอีกๆ

มองย้อนกลับมาดูหอคอย
นี่ยังไม่ถึงนะ แต่เริ่มมีความคิดแล้วว่า หรือควรจะหยุดดูที่หอคอยให้จบๆไป วิวน่าจะเหมือนกัน เหนื่อยแล้วนะ เหนื่อยแล้ว แต่ก็เดินต่อ กลัวหลงเพื่อน อีพวกนั้นเดินอย่างเร็ว ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเราต้องดูแลตัวเองค่ะ สตรองงงงง!

ในที่สุด ก็ถึงแล้วจ้าาาาาาา
โคตรพีค ก้อนหินก้อนนั้น กับวิวตรงหน้า มันสุดคําบรรยายจริงๆ ลืมความเซ็งจากฟานสิปันไปได้เลย คิดถูกแล้วที่ไม่หนีกลับบ้านก่อน

มาถ่ายรูปรวมทีมกันเถิดดดด พวกเรา ตั้งกล้องถ่ายก็ได้ ฮ่าๆ

ออกมาจากอุทธยาน ระหว่างทางบนเกาะ จะมี CAMPING AREA ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร ไว้ขายเป็นแพคเกตทัวร์ จากฮานอยหรือในตัวเมือง แอบเปิดดูโบชัวร์มา เค้าขายว่าเป็น HIDDEN BEACH หละ แต่ฉันก็ถ่อมาถึง ฮ่าๆๆ เราแวะทานข้าวกันที่นี่

013 SUNSET

ใกล้ถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน พวกเราก็เริ่มเพลียๆกันแล้ว อยากได้ที่นั่งชิลนั่งพักแล้วดื่มอะไรเย็นๆ เลยขับกลับเมือง แล้วเลยต่อไปอีกหน่อย มาจบที่นี่ค่ะ

LEPONT BUNGALOW HOSTEL มีโต๊ะบนเนินหิน หันหน้าหาทะเล บรรยากาศข้างหน้าเป็นภูเขา ถ้ําลอด และเรือชาวประมง พวกเรานั่งคุยและมองพระอาทิตย์ค่อยๆตกดินอย่างสบายใจ ปิดท้ายวันได้สวยงาม เป็นช่วงเวลาที่แฮปปี้สุดในทริปแล้ว

คนแปลกหน้าก็คนแปลกหน้าเถอะ

ตรงนี้แหละที่ทําให้เราตรัสรู้ ว่าเราไม่ได้ชอบเดินทางคนเดียว แต่เราชอบเดินทางกับใครก็ได้ ที่สบายใจ แบบนี้แหละ

014 BOAT TRIP TO HALONG BAY

เข้ามาถึงวันที่ 7 ของทริป
วันนี้มี One day trip ไปฮาลองเบย์

Halong Bay เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออันหนึ่งในเวียดนาม รวมถึงได้ถูกบันทึกเป็น World Heritage Unessco ด้วย มีลักษณะเป็นเกาะนับพันเกาะ ถ้านึกภาพตามจะคล้ายๆกับอ่าวพังงาหรือเขาสกบ้านเรานี่แหละ เพียงแต่อากาศหนาวมากในช่วงนี้

รถมารับหน้าที่พักไปขึ้นเรือตอน 9 โมงเช้า เรือเราเป็นเรือ 2 ชั้น ชั้นแรกอยู่ในร่ม มีโต๊ะกินข้าว ชั้นสองเป็นดาดฟ้า เปิดโล่ง ลมโกรก หนาวมาก แต่รู้สึกชิล อุณหภูมิประมาณ 15 องศา ไม่เคยมาทะเลด้วยชุดจัดเตมขนาดนี้มาก่อน ใส่ทั้งฮีทเทค สเวทเตอร์ 2 ขั้น และแจ๊คเก๊ต นี่ยังไม่รวมถุงมือและหมวกอีกนะ คือนี่อยู่ทะเลหรอ?!?!

เรือจะพาเราแล่นผ่าน Lanha Bay จนไปถึง Halong Bay ให้ชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ เห็นเลเยอร์ของภูเขา ตื่นตระการตาตลอดทางอะ

เขาตะปูเหมือนที่พังงาเด๊ะ

015 Monkey Island

จุดแรกที่เรือพาแวะคือ Monkey Island ที่นี่จะมีจุดชมวิวบนยอดเขาที่ต้องปีนขึ้นไปอีก

แรกๆก็เดินตามเค้าไปแหละ ชมนกชมไม้ชมลิง หลังๆเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ และหินก็แหลมขึ้นๆ เดินจนโผล่พ้นช่วงป่าไปถึงโซนที่เป็นหิน มีหน้าผา มองลงไปเป็นทะเล มองขึ้นไปข้างบนนั่นคือจุดที่ต้องไปอย่างงั้นหรอ เราจําเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้นมั้ยเนี่ยย

แต่ก็….ขึ้นมาแล้วนี่ อีกนิดก็ถึงแล้ว แล้วก็ปีนขึ้นมาเรื่อยๆ หลายคนหยุด เพราะไม่กล้าไปต่อ มันชันและสูงมาก เดินยากด้วย แต่เราก็ไปต่อ
ภาพนี้คือเพื่อนโปแลนด์ ที่หยุดกลางทาง นางไม่กล้าปีนแล้ว แต่ยังลงไม่ได้เพราะมันเลนเดียว มีแต่คนกำลังปีนขึ้น นางเลยหลบไปอยู่บนโขดหิน ที่หวาดเสียวไม่แพ้กัน ฮ่าๆ

บวกกับความที่หินมันแหลม และคมมาก ถ้าจะตายก็จะตายเพราะโดนหินทิ่มนี่แหละ ไม่ใช่ตกเขา

เอาจริงๆ เราเหมือนหลับหูหลับตาปีนอะ คิดว่าตัวเองเป็นลิงไปแล้วมั้ง สนุกดีนะ มองขึ้นไปหายอด ไต่ไปอย่างเดียว จนมาถึงยอดจนได้ เวิลลลลวายยยมากกก สวยมากกกกก

ความพีคมันอยู่ที่ตอนลง..

เคยได้ยินเรื่องแมวที่ปีนต้นไม้แล้วลงไม่ได้มั้ย ต้องให้นักดับเพลิงมาช่วยพาลง เพราะแมวเวลามันปีน มันจะปีนจนสุด หยุดไม่ได้ ถอยไม่เป็น แล้วมันก็ติดอยู่บนนั้นอย่างนั้น

ตอนนี้เราก็กําลังเป็นแบบนั้นแหละ แต่แค่ไม่ใช่แมวเก้าชีวิต

ขึ้นมาสุดแล้ว….จะลงยังไงวะ!?!?!
อย่ามาบอกว่าให้ลงเหมือนที่ขึ้นมา
เพราะมันไม่เหมือนกัน!
ตอนขึ้นมาเรามองไม่เห็นพื้นข้างหลังนะ
แต่ตอนลงนี่สิ มันหวิวๆวาบๆ
แล้วก็หาทางลงไม่เจอ จะร้องให้อยู่ตรงนั้น

เริ่มกลัวตายแล้วค่ะ Panic มา

มีประกันแล้วยังไง อุ่นใจขึ้นก็จริงไม่ต้องตายฟรี ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา แขนหัก ขาหัก หรือจะแค่ขาพลิกแพลง ประกันที่เราทํามาก็จ่ายให้ รวมถึงค่าใช้จ่ายหากต้องกลับไปรักษาต่อที่ประเทศไทยด้วย แต่ยังไม่อยากใช้ค่าาาา ยังไม่อยากตายยยยยจ้าาาาา ยังมีอีกหลายสิ่งบนโลกที่อยากทํา แต่แล้วก็มีชายขี่หมาขาวมาช่วย คือคนที่ขึ้นไปแล้วกําลังจะลงเหมือนกัน มาเป็นคนนําร่องขากลับให้ ว่าต้องเหยียบตรงไหน อะไรยังไง และกลับพื้นดินได้อย่างปลอดภัย
รอดดดดค่ะรอด 5555
พอนึกย้อนกลับไปก็ขําตัวเอง


016 kayaking

เรือแล่นต่อมาเรื่อยๆ จนถึงอ่าวๆนึง ล้อมรอบไปด้วยภูเขาหินปูนสูงชันสลับเป็นเลเยอร์ กับน้ําสีเขียวใสสวยงาม ซึ่งเป็นจุดพายคายัค แต่จะให้ทานข้าวก่อน แล้วค่อยออกไปพาย

แต่ตอนนี้อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ต้องถอดออกไปทีละชั้นๆจนถึงชั้นสุดท้าย คือ ฮีทเทค ถัดไปคือชุดชั้นในแล้ว นี่เราใส่ฮีทเทคมาพายเรือคายัคอะ ทําไมตลก… คือใครจะคิดว่าหนาวขนาดนี้จะได้ลงน้ํา ก็เลยไม่เอาชุดว่ายน้ํามาไง ซึ่งคนอื่นเค้าเอามา ทําไมไม่บอกกันบ้างงงงง่าา

เราว่าที่นี่สวยมาก ดูเป็นฮาลองเบย์แบบที่อยู่ในหัวเลย เราพายเล่นไปรอบๆ ลอดถ้ํา จอดดูปลา ถ่ายรูป แล้วก็หยุดตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

พายกลับมาที่เรือใหญ่ เอ๊ะ ทําไมไม่มีคน??

ไม่รู้ว่าคนอื่นๆบนเรือหายไปไหนกันหมด เหมือนวัวหลุดคอกอะ หลุดคอกแล้วกลับมาที่เดิม ฝูงก็หายไปไหนไม่รู้ เงียบไปทั้งอ่าวเลย เหลือแค่เรากับเพื่อนอีก 3 คน 2 เรือ ที่เป็นแก๊งโต๊ะกินข้าวเดียวกัน ก็หลงแบบตามๆกันมาอะ เลยพายเรือปีนขึ้นไปนั่งเล่นบน platform แถวนั้น พอไม่มีคนอื่นแล้วรู้สึกเหมือนเรามา private tour เหมือนเราเป็นเจ้าของที่นี่ มันดูยิ่งใหญ่มากอะ

ประมาณครึ่งชั่วโมง คนอื่นๆก็พายเรือกลับมา พร้อมกันทั้งเรือทั้งไกด์ นี่พวกเราไม่รู้เลยว่าให้ไปพร้อมไกด์ นึกว่าปล่อยพายฟรีสไตล์ซะอีก

017 อาบแดด

เข้าช่วงบ่าย ตอนนี้เริ่มแดดออกแล้ว ดีใจกันใหญ่ที่ความขมุกขมัวของเมฆหมอกหายไป เริ่มเห็นแสงแดด รังสีความอบอุ่น เห็นท้องฟ้าสีฟ้า สิ่งนี้คือสิ่งที่เราไม่ได้เจอตั้งแต่ก้าวเข้าประเทศเวียดนามมา อาบแดดเลยจ้าาา รับความอบอุ่น


จุดสุดท้ายคือจุดสน๊อคเกิ้ล แต่คือเราไม่ได้เอาชุดว่ายน้ํามาไง ไม่คิดว่าจะลงเพราะเมื่อเช้ามันหนาวมาก เป็นความพลาดอย่างแรงงงงง แต่ถามว่าลงมั้ยยย ลงค่าาา ลงทั้งฮีทเทคนี่แหละ 5555  แถมหนาวจนปากสั่น กลับไปป่วยแน่นอน

จุดนี้สวยมาก ไม่เคยเห็นฮาลองเบย์ฟีลนี้มาก่อน รีวิวไหนก็ไม่มีนะแบบนี้

ขึ้นมาจากน้ำหนาวๆ เพื่อนชาวแก๊งอาเจนติน่า ก็เอาชามาให้ลอง บอกว่าช่วยได้นะยู ลองสิๆ เอ้าลองก็ลองจ้าาา คือเป็นมันนวัตกรรมแก้วชาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอะ พอดูดหมดก็เติมน้ำร้อนลงไปเรื่อยๆ หลอดเหล็กนั่นก็ฝังมากับแก้วนะ แก้วนึงเนี่ยยย แบ่งกันทั้งเรือ ส่วนรสชาตินั้น ก็ชาธรรมดานี่แล แต่หอมกว่า (หรือมันใส่สมุนไพรพิเศษ ฮ่าๆ ขำกันจัง)

ความน่ารักของฮาลองเบย์ไม่ได้มีแค่วิวภูเขาบนน้ำทะเล แต่เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ลอยลำอยู่กลางน้ำ เป็นเหมือนหมู่บ้านไร้แผ่นดินจริงๆ เค้าอยู่กันบนนั้น มีเด็กเล็กวิ่งไปมา และที่เราชอบคือ มีซูเปอร์มาเก็ตบนน้ำด้วยจ้าาา จะซื้ออะไรก็เอาเรือมาจอดเทียบเอานะ ฮ่าๆ

018 Cannon Ford

หมดเวลาทัวร์ฮาลองเบย์ เรือมาส่งพวกเราที่ท่าเรือดังเดิม แต่พวกเราไปต่อกันที่ Cannon Ford เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันทั้งแก๊ง วันนี้ได้เพื่อนกลับมาแก๊งใหญ่เลยหละ อิอิ

เราให้รถตู้ที่จะไปส่งที่พัก จอดส่งพวกเราตรงปากซอยทางขึ้น Cannon Ford ต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 20 นาที แต่จริงๆก็ขับมอไซด์ขึ้นไปได้แหละ แต่เราไม่มีมอไซด์กัน ก็เดินเท่านั้นจ้าาา บนนี้เค้าว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยมาก ค่าเข้า 40,000ดอง ข้างบนมีคาเฟ่ ชมวิวฝั่งพระอาทิตย์ขึ้นได้ด้วย และมีพวกอนุสรณ์สถานสมัยสงครามโลกด้วย

วันนี้ปิดท้ายวันด้วยพระอาทิตย์ตกอีกครั้ง เป็นวันดีๆอีกครั้ง และสถานที่ไปต่อรอบดึกของเกาะนี้อะ เปิดยันตี 4 เลยจ้าาา

019 วันสุดท้าย

วันนี้เป็นวันต้องเดินทางกลับแล้ว และแดดก็ออกส่งท้าย อากาศดีมาก ถ้าเป็นแบบนี้ตั้งแต่วันแรกจะเพอเฟคมากๆ นี่เหมือนมาผิดเวลาไปนิสส แต่ไม่เป็นไรหรอก ทริปนี้ ปิดทริปกลับบ้านได้แล้ว ไม่มีอะไรค้างคา มีวันที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่พอมันจบสวย ทุกอย่างมันก็สวย

สําหรับขากลับ เรากลับจากสนามบินไฮฟอง สายการบิน Vietjet รูทใหม่ ไฮฟอง-กรุงเทพ ไฟล์ท 5 โมงเย็น

ส่วนจากเกาะเข้าเมืองไฮฟอง มีช้อยส์ให้เลือก 3 เรือ คือ
1.เรือ Hydrofoils เร็วสุด ใช้เวลา 45 นาที มีรอบ 8am / 10am / 2pm / 4pm 180,000 ดอง
2.Bus-Speedboat ใช้เวลา 90 นาที มีรอบ 8am / 10am(เราเลือกอันนี้) / 2pm / 4pm 130,000 ดอง
3.Bus-Speedboat-Bus ใช้เวลา 120นาที มีรอบ 7am / 9am / 12.30pm / 14.30pm 120,000 ดอง

ซึ่งจริงๆสามารถซื้อแพคเกตไปต่อฮานอย ซาปา หรือ Nihnbihn ก็ได้ ถ้าจะไปต่อ แนะนําให้ซื้อลงที่ท่าเรือแบบเรานี่แหละ แล้วจากท่าเรือเดินต่อไป bus stationใกล้ๆเอง

ส่วนเรา จะไปสนามบินต่อ มีตัวเลือกเดียวคือ แทกซี่ นี่เตรียมใจไว้แล้ว หลอกก็ได้ แต่อย่าเกินแสนก็พอ 5555 เราโบกแทกซี่ได้มาคันนึง กว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องว่าจะไปสนามบิน นี่นานเลย ทําทั้งท่าทาง เปิดทั้งแมปให้ดู คือเค้าเรียกเราขึ้นไปนั่งบนรถก่อนด้วยนะ มาคุยกันในรถ พอรู้เรื่องปุ๊ป โอเค ไปสนามบิน นางบอก 100,000 ดองนะ แล้วเอากระดาษมาปิดเลขมิเตอร์หน้ารถเลยจ้า เราก็เออๆ ก็ขึ้นรถมาแล้วนี่หว่า  อะแสนก็แสน

สนามบินที่นี่อยู่ในตัวเมืองค่ะ ไม่ไกลเลย แต่ก็ 10 กิโลได้อยู่

ไปแล้วนะเวียดนามเหนือ แล้วเจอกันใหม่เวียดนามใต้จ้าาาาา

ขอสรุปตอนสุดท้ายสั้นๆอีกสักที
การเดินทางแบบ BACKPACK เที่ยวเองแบบประหยัด อย่าคิดว่าประกันภัยคือสิ่งสิ้นเปลือง ประกันภัยนี่แหละจะช่วยให้ประหยัดขึ้น เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราบ้าง เราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ ซึ่งเดินทางครั้งนี้ของเราก็ลุยซะเหลือเกิน เข้าป่า ปีนเขา ลงน้ํา อากาศก็หนาว แถมตัวคนเดียว ถ้าเกิดเจ็บป่วยอะไรขึ้นมา เป็นไข้ ท้องเสีย หรือหนักกว่านั้น คือ แขนหัก ขาหัก ซึ่งประกันภันการเดินทางของ MSIG ให้ความคุ้มครองการรักษาต่อเนื่องในประเทศไทยด้วย งบไม่บายปลาย สบายใจกว่าเยอะ

ขอบคุณ MSIG ประกันภัย
ขอบคุณเพื่อนร่วมทางที่ได้พบเจอ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ

ต้นอ้อ

Comments

comments

Be First to Comment

comment

Subscribe to Blog via Email

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.